------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - มติ ป.ป.ช.ชี้ “ไชยา” ซุกหุ้นเมียผิด-ต้องพ้นเก้าอี้ รมต
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » FYI
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Apr 04, 2007 1:26 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

แฉข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐทำให้ราคายาชาติกำลังพัฒนาพุ่งพรวด

วอชิงตัน 4 เม.ย. - รายงานการศึกษาผลกระทบบริการสุขภาพของชาติกำลังพัฒนาจากข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐจัดทำโดยองค์กรกุศลออกซ์แฟมระบุว่า มาตรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดในข้อตกลงการค้าเสรีส่งผลกระทบทำให้ราคายารักษาโรคในชาติกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงมาก รายงานระบุว่า จากการศึกษาราคายาในท้องตลาดของจอร์แดนที่ลงนามการค้าเสรีกับสหรัฐ พบว่าราคายาในท้องตลาดเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 นับตั้งแต่ปี 2544 ที่เริ่มบังคับใช้ข้อตกลงกับสหรัฐ และเมื่อเทียบกับอียิปต์ พบว่าราคายาในจอร์แดนสูงกว่าถึงหกเท่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ออกซ์แฟมเรียกร้องขอดูข้อตกลงเอฟทีเอที่สหรัฐมีกับเปรู โคลอมเบีย ปานามาและเกาหลีใต้ ที่อยู่ระหว่างรอการรับรองจากรัฐสภา เพื่อลดความเข้มงวดในมาตรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวของทางการสหรัฐยืนยันว่ามาตรการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในข้อตกลงการค้าเสรีมีกรอบที่เหมาะสมทั้งในด้านการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญากับเครื่องมือในการขับเคลื่อนกระบวนการบริการสาธารณสุขของชาติคู่ค้า. – สำนักข่าวไทย [ 2007-04-04 : 09:58:18 ]

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Apr 11, 2007 12:07 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

“แอ็บบอต” ยอมถอยลดราคายาต้านไวรัส “คาเลตตร้า” เผยอาจถูกกว่ายาสามัญ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 เมษายน 2550 18:25 น.


คณะกรรมการต่อรองราคายาติดสิทธิบัตร เผย “แอ็บบอต” ถอยยอมลดราคายาต้านไวรัส “คาเลตตร้า” ระบุ อาจถูกกว่ายาสามัญ ขณะที่ “เอ็มเอสดี” เผย ยาต้านไวรัสเอดส์แอฟฟาไวเรนซ์ ลดราคาให้ไทยต่ำสุดแล้ว รอสรุปผลราคายาชัดเจนสัปดาห์นี้ ขณะที่ “ยามะเร็ง” โนวาตีส ต้องทบทวนข้อเสนอใหม่ หารืออีกครั้ง พ.ค.นี้ พร้อมเตรียมประมวลผลการหารือทั้ง 2 รอบ นำเสนอรัฐมนตรี สธ.พิจารณาต่อไป

วันนี้ (10 เม.ย.) นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมหารือคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตรกับผู้แทนบริษัทยาที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประกาศบังคับใช้สิทธิของยา 3 ชนิด ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอดส์ แอฟฟาไวเรนซ์, ยาคาเลตตร้า และยาละลายลิ่มเลือดหัวใจและสมอง พลาวิกซ์ เพื่อพิจารณาวางแนวทางเพิ่มเติมในการเจรจาต่อรองค่าตอบแทนสิทธิบัตรเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ได้มีการเสนอค่าชดเชยให้ 0.5% ของราคายาสามัญที่ สธ.ขายได้ ให้กับทุกบริษัทนั้น

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า ในวันนี้บริษัทที่เข้าร่วมเจรจา มีทั้งสิ้น 3 บริษัท คือ บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เป็นเจ้าของยาต้านไวรัสเอดส์ เอฟฟาไวเรนซ์ และบริษัท แอ็บบอต แลบอราตอรีส จำกัด เจ้าของยาต้านไวรัสเอดส์ คาเลตตร้า และบริษัท โนวาติส จำกัด ที่แม้ไม่มีการบังคับใช้สิทธิผลิตยาที่ติดสิทธิบัตรของบริษัท แต่ได้ร่วมหารือด้วย เนื่องจากมีข้อเสนอในการขายยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชื่อทางการค้าว่า กลิวิก (Glivec) ในส่วนของบริษัท ซาโนฟี อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของยาพลาวิกซ์ไม่เข้าร่วมการเจรจาในวันนี้ เนื่องจากได้แจ้งว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทติดภารกิจ และขอให้มีการนัดหมายเพื่อเจรจาในโอกาสหน้าต่อไป คาดว่าราวต้นเดือนพฤษภาคมนี้

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า ผลการเจรจาครั้งนี้นั้น บริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายยาเอฟฟาไวเรนซ์ ยังคงแสดงจุดยืนที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจรจาต่อรองอัตราค่าตอบแทนกับทางคณะกรรมการ เนื่องจากทางบริษัทจะทำข้อเสนอราคายาและเงื่อนไขใหม่ให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาอีกครั้ง ที่ดีกว่าเงื่อนไขที่เคยเสนอไปแล้ว ซึ่งบริษัทฯคาดว่าจะเสนอได้ทันภายในอาทิตย์นี้ ดังนั้น หากกระทรวงสาธารณสุข พิจารณารับข้อเสนอใหม่ของทางบริษัท ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองอัตราค่าตอบแทน โดยคณะกรรมการ เห็นว่า เมื่อทางบริษัทยังไม่ประสงค์จะเจรจาต่อรองอัตราค่าตอบแทน ก็จะได้รายงานให้กระทรวงสาธารณสุขทราบ และอาจจะไม่เชิญผู้แทนบริษัทยามาเจรจาต่อรองอัตราค่าตอบแทนในครั้งต่อไป

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวอกีว่า ในส่วนของบริษัท แอ็บบอต แลบอราตอรีส จำกัด มีจุดยืนที่ต้องการเห็นการสร้างสมดุลระหว่างระบบสิทธิบัตรกับการการเข้าถึงยาของประชาชน ดังนั้น แม้จะไม่เห็นด้วยกับการประกาศบังคับใช้สิทธิกับยาคาเลตตร้าของกระทรวงสาธารณสุข และไม่ขอเจรจาอัตราค่าตอบแทนในครั้งนี้ แต่ทางบริษัทได้นำเสนอราคาใหม่ของยาคาเลตตร้าให้คณะกรรมการพิจารณาจากราคาเดิม ก่อนการประกาศบังคับใช้สิทธิ อยู่ที่ 5,938 บาท ต่อคนต่อเดือน ลดราคาลงมาเหลือ 3,488.20 บาท ต่อคนต่อเดือน ซึ่งเป็นราคาที่อาจจะต่ำกว่าราคายาสามัญด้วย ดังนั้น คณะกรรมการจะพิจารณาและนำเสนอกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ ในวันนี้ คณะกรรมการยังได้เชิญบริษัท โนวาตีส (ประเทศไทย) จำกัด มาเจรจาหารือเพื่อหามาตรการร่วมกันในการเพิ่มการเข้าถึงยารักษามะเร็งบางประเภทด้วย โดยครั้งนี้ บริษัทได้นำเสนอโครงการเพิ่มการเข้าถึงยานี้ด้วยรูปแบบพิเศษที่จะร่วมกันรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องใช้ยา โดยให้ สธ.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายใน 3 เดือนแรกของการรักษา และทางบริษัทจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 9 เดือนที่เหลืออยู่ ใน 1 ปี แต่ยังไม่ได้นำเสนอทางเลือกเกี่ยวกับการลดราคายาลงมา

คณะกรรมการได้รับทราบข้อเสนอดังกล่าว แล้วจะนำไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ในเบื้องต้นเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ช่วยให้การเข้าถึงยาของประชาชนดีขึ้น ดังนั้น จึงขอให้บริษัทกลับไปทบทวนพิจารณาแนวทางการเพิ่มการเข้าถึงยาด้วยมาตรการที่ดีกว่าโครงการที่เสนอมาครั้งนี้ โดยเฉพาะการพิจารณาเสนอลดราคายาให้เหมาะสมร่วมกับการบริจาคยาให้ผู้ป่วยมะเร็ง ที่ยากจน และไม่สามารถเข้าถึงยาได้ หรือการเปิดโอกาสให้มีการใช้สิทธิโดยความสมัครใจเพื่อผลิตหรือนำเข้ายาสามัญ จึงยังไม่ได้ข้อยุติและจะหารือกันใหม่อีกครั้งในช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้

“ผลจากการบังคับใช้สิทธิของ สธ.ในยาทั้ง 3 ชนิด นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น การเจรจาในทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่ดีที่บริษัทยามีการเสนอลดราคายายาลง และเข้าใจจุดยืนและนโยบายด้านยาของกระทรวงมากขึ้น ส่วนเรื่องของแอ็บบอตที่ยอมลดราคาลงมานั้น คงไม่ได้แปลว่า ยอมให้ สธ.แต่เป็นการเข้าใจกันมากขึ้น อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นทะเบียนยาใหม่แต่อย่างใด” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของยาต้านไวรัสแอฟฟราไวเรนซ์ที่องค์การเภสัชกรรมมีการนำเข้าก็จะต้องเดินหน้าต่อไป ส่วนข้อเสนอต่างๆ จะมีการประมวลรวบรวมผลการหารือทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา นำเสนอให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้น ก็จะแล้วแต่การพิจารณา และตัดสินใจของรมว.สธ.เป็นสำคัญ ซึ่งระหว่างนี้ก็ยังเปิดกว้างในการรับข้อเสนอจากบริษัทยาที่จะมีการลดราคายาลงมาอีกได้

ขณะที่นพ.วิชัย โชควิวัฒน ในฐานะประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ กล่าวว่า ขณะนี้ยาต้านไวรัสเอดส์ คาเลตตร้า จากประเทศอินเดีย อยู่ระหว่างการทำชีวสมมูล จึงยังไม่ทราบราคายาที่แน่นอนจนกว่าจะมีการซื้อยาจากอินเดีย จึงจะบอกได้ว่า ยาสามัญมีราคาเท่าใด โดยราคายาที่บริษัท แอ็บบอต เสนอมานั้นถือว่าถูกพอสมควรซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีมีการเจรจาราคาจากเดิมที่มีการเสนอมา ซึ่งคงจะมีการหารือกันกับคณะกรรมการทั้ง 3 ชุด ที่ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขตั้งขึ้นอีกครั้งก่อนจะมีการนำเสนอเพื่อพิจารณาต่อไป

...................

บ.ยาระบุลดราคายาต้านไวรัสเอดส์ “แอฟฟาไวเรนซ์” ให้ไทยต่ำสุดแล้ว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 เมษายน 2550 16:13 น.


เอ็มเอสดี เผยยาต้านไวรัสเอดส์แอฟฟาไวเรนซ์ ลดราคาให้ไทยต่ำสุดแล้ว เท่ากับที่ขายให้ประเทศแอฟริกา ที่มีผู้ป่วยเอดส์มากกว่าหลายเท่า ชี้ราคายาสามัญ-ยาค้นตำรับต่างกันแค่เพิ่มวันละ 2 บาท หลังพิงฝา ขอ อย.ให้คำตอบโอเคหรือไม่ ระบุ หากเลือกซื้อยาต้นตำรับของเอ็มเอสดี ก็ไม่จำเป็นต้องเจรจาค่าชดเชยสิทธิบัตร พร้อมหารือร่วมหาทางออกที่สร้างสรรค์ต่อไป





วันนี้ (10 เม.ย.) คณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร ได้เรียกบริษัทยาที่กระทรวงสาธารณสุข มีการประกาศบังคับใช้สิทธิ ได้แก่ ยาต้านไวรัสเอดส์แอฟฟาไวเรนซ์, ยาคาเรตตรา และยาละลายลิ่มเลือดหัวใจและสมอง พลาวิกซ์ มาเจรจาค่าชดเชยสิทธิบัตรเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ในครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2550 ได้มีการเสนอค่าชดเชยให้ 0.5% ของราคายาสามัญที่ สธ.ขายได้ ให้กับทุกบริษัทนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้บริษัทที่เข้าร่วมเจรจา มีทั้งสิ้น 3 บริษัท คือ บริษัท เมิร์ก ชาร์ป แอนด์ โดม จำกัด หรือเอ็มเอสดี เจ้าของยาต้านไวรัสเอดส์ แอฟฟาไวเรนซ์, บริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด เจ้าของสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์ คาเรตตรา และบริษัท โนวาติส จำกัด ที่แม้ไม่มีการบังคับใช้สิทธิผลิตยาที่ติดสิทธิบัตรของบริษัท แต่ได้ร่วมหารือด้วย เนื่องจากมีข้อเสนอในการขายยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ชื่อทางการค้าว่า กลิวิก (Glivec) โดยใช้เวลาในการหารือบริษัทละประมาณ 1 ชั่วโมง

ดร.กิตติมา ศรีวัฒนกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สัมพันธ์ ผู้แทนบริษัท เอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายหลังการประชุม ว่า วันนี้เรามาขอคำตอบเกี่ยวกับข้อเสนอที่ได้มีการเสนอ สธ.ไปแล้ว ในการประชุมครั้งแรก คือ เสนอราคายาแอฟฟาไวเรนซ์ ในขนาดเม็ดละ 600 มิลลิกรัม ในราคา 726 บาทต่อขวด ซึ่งข้อเสนอนี้จะช่วยให้ สธ.บรรลุวัตถุประสงค์ในการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยามากขึ้น และหาก สธ.รับข้อเสนอนี้การเจรจาค่าชดเชยก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น

“บริษัทไม่ได้ขอให้ สธ.ทบทวนการบังคับใช้สิทธิบัตร แต่ทางบริษัทได้เสนอราคายาตามที่ สธ.ต้องการซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสมซึ่งก็มีความใกล้เคียงมากกับราคายาชื่อสามัญที่ สธ.จะมีการนำเข้าจากอินเดีย ราคา 650 บาทต่อขวด ส่วนของเอ็มเอสดี 726 บาทต่อขวด ซึ่งมีความต่างกันอยู่เพียง 2 บาท ต่อวัน การเลือกใช้ยาต้นตำรับจึงดีกับผู้ป่วยมากกว่า ดังนั้น จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะเจรจาเรื่องค่าชดเชยกัน สธ.ควรจะให้คำตอบว่าจะรับข้อเสนอหรือไม่” ดร.กิตติมากล่าว

ดร.กิตติมา กล่าวด้วยว่า ราคายาที่บริษัทเสนอนั้น ถือเป็นราคามาตรฐานสากล โดยเฉพาะเป็นราคาที่ไม่เคยให้กับประเทศที่อยู่ในระดับกลาง ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศระดับกลางแต่มีความเสี่ยงสูงเพียง 1% เท่านั้น จึงถือเป็นราคาที่ต่ำที่สุด จัดเป็นราคาเดียวกับกลุ่มประเทศลาว เขมร พม่า และประเทศในแถบแอฟริกา ที่อุบัติการณ์ของโรคเอดส์สูงถึง 20% ขณะที่ประเทศที่อยู่ระดับเดียวกับไทย อย่างมาเลเซีย ยังคงซื้อยาในราคาที่สูงกว่านี้มาก

ดร.กิตติมา บอกอีกว่า ดังนั้น การเจรจาครั้งนี้จึงยังไม่ได้ข้อสรุป แต่จะมีการเจรจาอีกเมื่อใดนั้น ยังไม่มีการนัดหมาย แต่ราคายาแอฟฟาไวเรนซ์ ในขนาดเม็ดละ 600 มิลลิกรัม ในราคา 726 บาทต่อขวด จะไม่สามารถลดลงได้มากกว่านี้อีกแล้ว ถือว่าหลังติดกำแพงแล้วเช่นกัน แต่อย่างไรก็จะพยายามหาทางออกที่สร้างสรรค์ร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.30 น.วันนี้ (10 เม.ย.) ภายหลังจากมีการหารือครบทั้ง 3 บริษัทแล้ว นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะแถลงข่าวให้ทราบผลการประชุมต่อไป

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Apr 13, 2007 12:03 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ลุยรื้อ พ.ร.บ.ยาแก้ปัญหาราคาแพง บังคับแสดงต้นทุนก่อนขึ้นทะเบียน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 เมษายน 2550 10:22 น.





อย.เผยชำระ พ.ร.บ.ยาใหม่ปรับสู้ปัญหายาแพง บังคับบริษัทยาต้องแสดงต้นทุนของยาก่อนขึ้นทะเบียน ด้านนักวิชาการบี้จับตาพ.ร.บ.สิทธิบัตร ไม่ให้คัดค้านการจดสิทธิบัตรระหว่างขึ้นทะเบียน ต้องจดเสร็จก่อนจึงค้านได้ จวกกรมทรัพย์สินฯ พิลึก แฉเนื้อหาเหมือนกับเอฟทีเอไทยอเมริกา

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ในฐานะคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่เป็นรูปธรรมมาตรการหนึ่ง อย.ได้ดำเนินการปรับแก้พ.ร.บ.ยา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยระบุว่า ให้ผู้ขอขึ้นทะเบียนยาจะต้องแจ้งต้นทุนและโครงสร้างราคายาชนิดนั้นๆ ให้อย.ทราบด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคด้านราคาให้เกิดความเป็นธรรมและผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาได้อย่างเป็นธรรม

“เชื่อว่าจะไม่เกิดการดำเนินการสองมาตรฐานกับผลิตภัณฑ์ยากับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพราะยาเป็นสินค้าพิเศษ ที่อย.ต้องยึดหลักดูแลผลประโยชน์ของทั้งภาคธุรกิจเอกชนไปพร้อมกับประชาชน ซึ่งอาจทำให้กำไรของบริษัทยาลดลงบ้าง แต่ก็ได้มาซึ่งประโยชน์ของผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า จุดยืนของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกันในเรื่องของการตั้งราคายา ที่จำเป็นต้องมีมนุษยธรรม เหมาะสมกับค่าครองชีพของแต่ละประเทศ เช่น ยารักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยต้องเสียค่ายาประมาณเดือนละ1 แสนบาท แต่ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่หมื่นบาทเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีการตั้งราคายาที่เหมาะสม ไม่ใช่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่มาเพื่อซื้อยา

อย่างไรก็ตามการตั้งราคายาไม่ใช่ปัญหาหลักเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาที่สำคัญคือการทำอย่างไรให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สั่งจ่ายยาที่มีประโยชน์จริงๆกับผู้ป่วย เพราะที่ผ่านมาบริษัทยาได้ทำการตลาดโดยตรงกับแพทย์และบุคลกรทางการแพทย์ ทำให้สั่งจ่ายยาตามการตลาด ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อผู้ป่วยที่ต้องมาแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจากยาที่ไม่จำเป็นแล้ว ยังต้องแบกรับภาระต้นทุนที่บริษัทยาทำการตลาดด้วย

นพ.วิชัย โชควิวัฒน นักวิชาการสาธารณสุข ระดับ 11 ในฐานะประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของอย.ที่ต้องดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคด้านคุณภาพของอาหารและยาแล้วจะต้องคุ้มครองผู้บริโภคด้านราคาด้วยเช่นกัน แม้ว่าหน้าที่โดยตรงจะเป็นของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แต่เนื่องจากยาไม่ใช่สินค้าทั่วไป ซึ่งไม่สามารถให้กลไกตลาดแข่งขันกันได้อย่างสมบูรณ์ เพราะว่า ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้เลยว่า ยาชนิดใดดีกว่าชนิดใด

“การแก้ไขพ.ร.บ.ยานี้ไม่ได้แก้ไขเฉพาะประเด็นเรื่องที่บริษัทยาต้องแจงราคาต้นทุนยาเท่านั้น ยังได้ปรับปรุงในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประกาศยังคับใช้สิทธิผลิตยาที่ติดสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน เพราะกฎหมายฉบับเดิมปี 2510 แก้ไขในปี 2522 ยังไม่ได้ระบุเรื่องการประกาศบังคับใช้สิทธิฯ ซึ่งได้ระบุเรื่องอำนาจ อย.ในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจนขึ้นในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น”นพ.วิชัย กล่าว

ด้านภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชศาสตร์สังคม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับในขณะนี้คือ การแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ ร่างพ.ร.บ.ยาที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ใจความสำคัญคือการสร้างสมดุลของผู้ถือสิทธิบัตรยากับสังคม มีความจำเป็นประกาศโครงสร้างการลงทุนของยาแต่ละชนิดก่อนจะขึ้นทะเบียน ซึ่งยาไม่ใช่สินค้าตามฐานะ อย่างเสื้อผ้า หากไม่มีเงินซื้อของแพงก็สามารถซื้อของถูกสวมใส่ได้ แต่ไม่สามารถซื้อยาถูกมากินแทนกันได้

“นอกจากนี้ที่ต้องจับตาคือ ร่าง.พ.ร.บ.สิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาเสนอให้แก้ไขควบคู่กันไปกับร่างพ.ร.บ.ยา ที่ใจความสำคัญคือ ผู้คัดค้านการยื่นจดสิทธิบัตรไม่สามารถดำเนินการได้ เว้นแต่จะคัดค้านหลังจากที่มีการจดสิทธิบัตรแล้ว เป็นที่น่าสนใจว่า เป็นสาระสำคัญเดียวกันกับเนื้อหาในข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทยสหรัฐ จึงไม่แน่ใจว่ากรมทรัพย์สินฯกำลังดำเนินการอะไรอยู่” ภญ.จิราพร กล่าว

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Apr 19, 2007 1:29 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สธ.ดัดหลัง “แอ็บบอต” ถอนทะเบียน เตรียมสั่งยาจากอินเดีย-ชี้ถูกกว่าเพียบ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 เมษายน 2550 08:18 น.


เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ยันไม่สะเทือน บ.ยาไม่ขึ้นทะเบียนยาเอดส์ตัวใหม่ เผยสธ.เตรียมสั่งซื้อยาต้านไวรัส “อลูเวีย” ที่ไม่ยอมนำมาขึ้นทะเบียนมาจากอินเดียแทน ระบุเหลือเดือนละ 4 พันบาท เชื่อน่าลดลงถึง 1 พันบาทต่อคนต่อเดือน

นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทราบมาว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำลังหามาตรการรับมือกรณีบริษัทแอ็บบอต ลาบอแรตอรีส (ประเทศไทย) จำกัดถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ซึ่งในจำนวนนั้นมียาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยาใหม่ คือยาต้านไวรัสเอดส์คาเรตตร้าชนิดเม็ด หรือชื่อทางการค้าว่า อลูเวีย โดย สธ.ได้เตรียมนำเข้ายาสามัญจากบริษัทในประเทศอินเดียแทน ดังนั้น เท่ากับว่าเครือข่ายฯไม่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการขู่ของบริษัทในครั้งนี้

“ราคายาอลูเวียที่อินเดียผลิตมีราคาเพียง 4,000 กว่าบาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น เท่าที่ทราบขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าราคาจะลดลงเหลือประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อเดือน ซึ่งองค์การเภสัชกรรมและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำลังดำเนินการเจรจากับบริษัทที่อินเดียอยู่ ทั้งนี้ ยาอลูเวีย มีคุณสมบัติดีกว่ายาคาเรตต้า เนื่องจากพกพาสะดวก เพราะเป็นเม็ด ไม่ต้องแช่ในตู้เย็นเหมือนคาเรตต้า และตัวยารวมกันไม่มีหลายเม็ด”นายวิรัตน์กล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่ประเทศไทยประกาศบังคับใช้สิทธิผลิตยาที่ติดสิทธิบัตร ทางบริษัทฯได้ลดราคายาต้านไวรัสคาเรตตร้าให้กับไทยจาก 11,850 บาทต่อคนต่อเดือนเหลือประมาณ 3,500 บาทต่อคนต่อเดือนเท่านั้น ในเมื่อลดราคาได้ในระดับนี้ จึงถือว่าท่าทีการไม่ขึ้นทะเทียนยาใหม่ในไทยของบริษัทยา ไม่มีส่งผลกระทบอะไร

นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 22-27 เมษายน จะเดินทางไปยังรัฐชิคาโก สหรัฐอเมริกา ตามคำเชิญของบริษัทแอ็บบอตฯ ที่ส่งคำเชิญผ่านมาทางองค์การออกแฟมสากล ให้เข้าไปร่วมการประชุมวิสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ โดยมีนายจอน อึ้งภากรณ์ เลขานุการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ร่วมเป็นตัวแทนเข้าร่วมด้วย โดยจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและคณะเดินทางไปชี้แจงให้สภาครองเกรสของสหรัฐทราบถึงเหตุผลในการประกาศบังคับใช้สิทธิของประเทศไทย

“คาดหวังว่า การไปในร่วมการประชุมกับผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ แม้ว่าอาจจะไม่มีโอกาสพูด แต่ก็จะพยายามทำให้ผู้ถือหุ้นที่กว่า 30% เป็นองค์กรทางศาสนาให้เข้าใจถึงเหตุผลของการดำเนินการครั้งนี้ของไทย และเชื่อว่าเขาจะต้องเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นมนุษยธรรม มากกว่าที่เอาสุขภาพมาแสวงหากำไร”นายวิรัตน์ กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 และในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ กำลังเจรจากับบริษัทที่อินเดีย เพื่อซื้อยาอลูเวีย พร้อมกันนี้จะหาช่องทางการซื้อยาในปริมาณมากๆ โดยรวบรวมความต้องการยาของแต่ละประเทศ และจัดซื้อผ่านองค์กรนานาชาติ อาทิ มูลนิธิคลินตัน ซึ่งมีโครงการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ให้เข้าถึงการรักษาและสามารถซื้อยาได้ในราคาถูก

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu Apr 26, 2007 7:56 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

General news >> Thursday April 26, 2007 POSTBAG

Article misleads in support of Big Pharma

Peerapan Tungsuwan and William McKay (Business Post, April 23) misleadingly and incorrectly argue that Thailand's compulsory licensing actions violate World Trade Organisation rules.


This comes as little surprise. The two work at the global law firm Baker & McKenzie, which has a huge business representing Big Pharma. Among Baker & McKenzie's clients is Abbott, the drug multinational attempting to blackmail Thailand by withdrawing drugs it has submitted for marketing approval in the country. Other clients include Aventis and Bristol-Myers Squibb, Pfizer and Eli Lilly.


The lawyers' arguments do not pass the laugh test.


They argue that Thailand's action does not constitute "public non-commercial use" because the compulsory licence permits the Government Pharmaceutical Organisation (GPO), an arguably commercial organisation, to use the patents. That is irrelevant. The licences are for government use - distribution through the public health sector - which is what matters.


The United States, for example, routinely issues "public non-commercial use" licences in the defence sector to clearly commercial ventures (like Boeing and Lockheed Martin).


They complain that Thailand's royalty rate is too low. They neglect to mention that the patent holders are free to appeal the royalty rates, but have in fact been uninterested in negotiating or litigating over royalties.


And they contend that Thailand did not consider each licence on its own merits. They ignore the reasoned basis that the Thai government has set out for its decision in each case. They creatively interpret provisions of WTO rules to suggest that governments must always enter negotiations prior to issuing compulsory licences, despite explicit language to the contrary - and despite common practice in the United States and elsewhere, where government-use licences are issued with no prior negotiations.


Peerapan Tungsuwan and William McKay aim to confuse readers by misleadingly citing international law with which few non-specialists are familiar. Had they disclosed their firm's ties to Big Pharma, everything would have been much clearer.


ROBERT WEISSMAN

Director, Essential Action, Washington DC

PROFESSOR BROOK K BAKER

Health GAP, Northeastern University School of Law, Programme on Human Rights and the Global Economy, Boston

SEAN FLYNN

Associate Director, Programme on Information Justice and Intellectual Property,

Washington College of Law, Washington DC

JUDIT RIUS SANJUAN

Foreign law adviser, Knowledge

Ecology International, Washington DC






-----------------------------
Source: http://www.bangkokpost.com/260407_News/26Apr2007_news24.php

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Apr 27, 2007 1:29 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

บี้ พณ.สั่งแอ๊บบอตขึ้นทะเบียน บราซิลตามไทยใช้ CL ยาเอดส์

โดย ผู้จัดการรายวัน 27 เมษายน 2550 01:47 น.


เครือข่ายต้านแอ็บบอตยื่นหนังสือร้องเรียนกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ชี้ทำผิด พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้ายกเลิกคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา 10 ชนิด กับ อย. ขอคณะกรรมการฯ พิจารณาด่วนสั่งแอ็บบอตขึ้นทะเบียนยากับไทย “ศิริพล” ขอดูข้อกฎหมายก่อน ขณะที่บราซิลเดินตามรอยไทยประกาศใช้ CL กับยาต้านไวรัสเอดส์ “เอฟฟาไวเรนซ์” หลังจากบริษัทเมอร์คซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาตัวนี้ ไม่ยอมลดราคาให้

เมื่อเวลา 9.30 น.วานนี้ (26 เม.ย.) เครือข่ายประชาชนต้านแอ็บบอตฯซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนต้านเอดส์ชมรมแพทย์ชนบท ชมรมเภสัชชนบท เครือข่ายผู้บริโภคเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กลุ่ม FTA Watchเครือข่ายพ่อแม่ และเครือข่ายผู้ป่วยโรคไต รวมกว่า 200 คน นำโดย นาย นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เรื่องการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 กรณีบริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด โดยขอให้นำกรณีนี้ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางกฎหมายอย่างเร่งด่วนที่สุดโดยมีนายศิริพล ยอดเมืองเจริญอธิการบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ลงมารับมอบหนังสือร้องเรียนด้วยตนเอง

นายนิมิตร์ กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวของแอ็บบอตฯ ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่คุกคามต่อนโยบายรัฐที่จะจัดหายาช่วยให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสได้ใช้ยาจำเป็นตามความต้องการด้านการรักษาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางกฎหมายอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ซึ่งทางกรมฯจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วันหลังจากมีการร้องเรียน ซึ่งจะต้องรอการพิจารณาก่อนจะดำเนินการอื่นๆต่อไป

ทั้งนี้ การยกเลิกคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่และยาสามัญจำนวน 10 รายการของแอ็บบอต ระบุว่าบริษัทแม่ในต่างประเทศ ได้มีการทบทวนและประเมินการนำเข้ายาในประเทศไทยแล้ว เห็นสมควรยกเลิกคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยาดังกล่าวเพื่อตอบโต้รัฐบาลไทยที่ได้นำมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยาโดยรัฐบาล ฝ่าฝืนมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 กล่าวคือ มีผลให้บริษัทยา ผู้แทนจำหน่ายในประเทศไทย ไม่สามารถนำเข้ายาดังกล่าวจากบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยไทยที่จะถูกจำกัดโอกาสในการได้เลือกใช้ยาทั้ง 10 รายการจากผู้ประกอบธุรกิจนอกราชอาณาจักร

นอกจากนั้น การกระทำดังกล่าวฝ่าฝืนต่อมาตรา 25(3) แห่งพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เนื่องจากบริษัท แอ็บบอตฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาดตามมาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 เพราะในปี 2549 บริษัทแอ็บบอตฯ ได้นำเข้ายามีมูลค่ามากกว่า 1,165.4 ล้านบาท ซึ่งมีผลต่อการระงับการนำเข้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ทำให้ลดชนิดสำหรับยาที่มีข้อบ่งใช้คล้ายคลึงกัน อาจไม่เพียงพอกับความต้องการในการเลือกใช้เพื่อให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าว

ทั้งนี้ ขอเสนอให้คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ดำเนินการสั่งการตามมาตรา 31 ให้บริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาใหม่และยาสามัญ จำนวน 10 รายการดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อปกป้องประโยชน์ของผู้บริโภค และระบบบริการสาธารณสุข มิให้ถูกผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ดำเนินธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม ไม่รับผิดชอบต่อสังคม และละเมิดกฎหมายในประเทศไทย

ต่อจากนั้นเวลา 11.30 น.เครือข่ายต้านแอ็บบอตฯ ได้เดินขบวนรณรงค์บริเวณถนนสีลมตั้งแต่สวนลุมพินีถึงบริเวณอาคารซีพีทาวเวอร์ พร้อมแจกแผ่นพับใบปลิวประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่าเรื่องการกระทำของบริษัทแอ็บบอตไม่ใช่เรื่องไกลตัว และร่วมรณรงค์ให้คว่ำบาตรการใช้สินค้าของบริษัทแอ๊บบอตทุกชนิดด้วย

สำหรับการรณรงค์ต่อต้านแอ็บบอตในครั้งนี้ ยังถือเป็นกิจกรรมที่ทำพร้อมกันทั่วโลก (Global Action Day) อีกด้วย

ด้านนายศิริพลกล่าวว่า ต้องดูข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อน และตรวจสอบขอบเขตของพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าว่าการดำเนินการดังกล่าว เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา จึงต้องมีความรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยหลังจากพิจารณาแล้ว จะเสนอให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาต่อไป

“ตอนนี้ให้ความชัดเจนอะไรไม่ได้ แต่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการบังคับใช้กฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้หรือไม่ และต้องเปรียบเทียบกับกฎหมายระหว่างประเทศด้วย”นายศิริพล กล่าว

ทั้งนี้ มาตรา 25 ว่าด้วยเรื่องการป้องกันการผูกขาด มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ค่อนข้างยากที่จะเอากฎหมายการแข่งขันทางการค้ามาใช้ในกรณีที่กล่าวหา เพราะกฎหมายจะบังคับใช้เฉพาะยาที่มีการวางจำหน่ายแล้วและยุติการจำหน่ายหรือลดปริมาณการจำหน่ายและเป็นยาที่บริษัทเดียวมีสิทธิ์ผลิตและจำหน่าย แต่ในกรณีนี้ยายังไม่มีการจำหน่ายในไทยเพียงการยื่นขึ้นทะเบียนยาตามกฎหมายสาธารณสุขของไทย ฉะนั้นยากที่บังคับใช้กฎหมายนี้

สำหรับความเคลื่อนไหวในต่างประเทศเมื่อวันพุธ(25) ที่ผ่านมา บราซิลประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsory licensing) หรือ ซีแอล กับยาต้านไวรัสเอดส์ “เอฟฟาไวเรนซ์” หลังจากบริษัทเมอร์คซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาตัวนี้ ไม่ยอมลดราคาให้ โดยการออกประกาศกระทรวงเพื่อใช้ซีแอลคราวนี้ จะทำให้รัฐมนตรีสาธารณสุข โจเซ โกเมส เทมโปเรา สามารถ “ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยมิใช่การใช้เพื่อการพาณิชย์”

ที่สำคัญคือ การบังคับใช้ซีแอล จะทำให้รัฐบาลสามารถนำเข้าหรือผลิตยาชื่อสามัญเลียนแบบ โดยที่คำแถลงของกระทรวงสาธารณสุขบราซิลระบุเพียงว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาที่จะใช้วิธีนำเข้า ทว่าโฆษกกระทรวงผู้หนึ่งบอกว่า อาจจะมีการผลิตภายในบราซิลเองด้วย

ทางด้านบริษัทเมอร์คแถลงว่า บริษัทยังคงยึดมั่นที่จะทำความตกลงด้วยการเจรจากันกับบราซิล และไม่เชื่อว่าการใช้ซีแอลจะเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ป่วยในปี 2005 บราซิลเคยขู่ที่จะใช้ซีแอลกับยาต้านไวรัสเอดส์ “คาเลตตร้า” ของบริษัทแอ็บบอต แต่ต่อมาทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้โดยแอ็บบอตยอมลดราคายา ก่อนหน้านั้น บราซิลก็เคยพยายามบีบให้พวกบริษัทยาลดราคาลงมาหลายครั้งแล้ว โดยที่ยังไม่เคยมีการบังคับใช้ซีแอลจริงๆ เลย

กระทรวงสาธารณสุขบราซิลแจ้งว่า ต้องการให้เมอร์คลดราคายาเอฟฟาไวเรนซ์ลงเหลือเม็ดละ 0.65 ดอลลาร์ อันเป็นราคาเดียวกับที่ขายให้ไทย จากเม็ดละ 1.59 ดอลลาร์ซึ่งบราซิลต้องจ่ายอยู่ในเวลานี้

ในการจ่ายยาเอฟฟาไวเรนซ์ให้คนไข้ตลอด 1 ปี บราซิลต้องใช้เงิน 580 ดอลลาร์ เปรียบเทียบกับเมื่อใช้ยาชื่อสามัญเลียนแบบ จะใช้เพียง 166 ดอลลาร์ เนื่องจากคนไข้ไวรัสเอดส์ของบราซิล 200,000 คน ใช้ยาตัวนี้กันอยู่ราว 75,000 คน จึงหมายถึงว่าหากใช้ยานำเข้าเวอร์ชั่นราคาถูก บราซิลจะประหยัดได้ปีละ 30 ล้านดอลลาร์ทีเดียว

ตั้งแต่ปี 1997 บราซิลประกาศใช้นโยบายให้คนไข้สามารถเข้าถึงยาต้านเอดส์อย่างฟรีๆ และทั่วถึง ซึ่งส่งผลให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคร้ายนี้ได้ รวมทั้งสหประชาชาติยังแนะนำให้เป็นแบบอย่างสำหรับประเทศกำลังพัฒนาด้วย.

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed May 02, 2007 4:21 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

การเมือง - - 3/5/2550

เตือนอย่าตื่น “มะกัน” ขู่ตัดจีเอสพี

บิ๊กกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุแม้มะกันประกาศปรับไทยเป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ ข้อหาละเมิดสิทธิบัตรยา เชื่อยังไม่กระทบการส่งออก ชี้เพียงบีบให้ร่วมทำแอกชั่นแพลนปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมเดินหน้าสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ด้านนักวิชาการแนะจับตาใกล้ชิด หวั่นถูกตัดจีเอสพีกระทบภาคส่งออกปีละ 4,252 ล้านดอลลาร์หรือ 19%ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด

เมื่อวันที่ 2 พ.ค.50 นางพวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้ทางการสหรัฐฯจะประกาศปรับกลุ่มประเทศผู้ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงได้นำกรณีที่ไทยใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาที่ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์มาเป็นข้ออ้างต่อการเลื่อนจากประเทศที่ถูกจับตามอง (WL)เป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นไป แต่เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่กระทบต่อระบบการค้า เพราะเป็นเพียงมาตรการที่ทางสหรัฐฯต้องการให้ประเทศที่ถูกประกาศปรับตัวและร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการ (แอกชั่นแพลน)ร่วมกัน ดังนั้นประเทศไทยจะเดินหน้าทำความเข้าใจที่ถูกต้องกับทางสหรัฐฯต่อไป

“สหรัฐฯได้หยิบยกการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ หรือแม้แต่การออกกฎหมายควบคุมของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา มีความล่าช้าและไม่จริงใจต่อการแก้ไขปัญหาเพราะจำนวนตัวเลขที่ทางสหรัฐฯระบุผลจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในปี 49 สร้างความเสียหายให้กับสหรัฐฯ 219.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 7,600 ล้านบาทนั้น หากเทียบกับประเทศจีน ที่ทางสหรัฐฯอ้างว่าสร้างความเสียหายมากกว่า 2,207 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เม็กซิโก 1,506 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าสูงกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว แต่เมื่อสหรัฐฯเห็นว่าไทยยังมีปัญหา ในวันที่ 11 พ.ค.นี้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีการหารือร่วมกับผู้แทนกรมทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจและร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ ซึ่งแผนปฏิบัติการดังกล่าวจะเป็นแผนเห็นชอบร่วมกัน และยังมีเวลาเจรจาทำความเข้าใจอย่างน้อย 6 เดือน และจะมีการทบทวนปรับหรือไม่ในต้นปีหน้า” นางพวงรัตน์กล่าว

นางพวงรัตน์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ไทยได้มีการจัดส่งเอกสารไม่ว่าจะเป็นการปราบปราม การออกกฎหมายควบคุม การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร ซึ่งในเรื่องของการปราบปรามที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่แปลกใจ สหรัฐฯไม่ได้ดูเอกสารดังกล่าว ทำให้ไทยถูกปรับเลื่อนอันดับเป็นประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะทางสหรัฐฯระบุว่า ไทยเพิ่งมาเร่งดำเนินการในช่วงเดือนก.พ.ที่ผ่านมา และไม่ยอมนำข้อมูลมาเปรียบเทียบหรือนำมาพิจารณา ดังนั้นจึงเห็นว่าสหรัฐฯยังไม่มีความเป็นธรรมต่อไทย และทางสหรัฐฯอ้างเหตุผลที่ไม่ดูข้อมูลของไทยนำมาพิจารณา ว่าเพราะเป็นช่วงที่ต้องประกาศพิจารณาเลื่อนอันดับ อย่างไรก็ตามไทยจะต้องเดินหน้าชี้แจงให้สหรัฐฯเกิดความเข้าใจต่อไป

นอกจากนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยมีการระบุอย่างชัดเจนว่า ได้มีการหารือกับทางสหรัฐฯ และบริษัทผู้ผลิตยาสหรัฐฯ ต่อการที่ไทยใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาในการผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ แม้ว่าสหรัฐฯจะชี้ว่าไทยทำถูกต้อง และไม่ผิดกฎตามองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) แต่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทางสหรัฐฯไม่ต้องการให้หลายประเทศนำข้ออ้างดังกล่าวของไทยไปดำเนินการ และที่ผ่านมา ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันว่าได้มีการหารือและทำความเข้าใจกับทางสหรัฐฯและบริษัทผู้ผลิตยาแล้ว แต่เชื่อว่าอาจเป็นการมองคนละมุม เพราะเท่าที่ทราบ การหารือกับทางสหรัฐฯกับบริษัทยาที่ไทยจะผลิตยา 3 ชนิด โดยหารือเพียง 1 ชนิด ซึ่งเหลืออีก 2 ชนิดยังไม่มีการหารือ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐฯนำเรื่องการใช้สิทธิบัตรเหนือสิทธิบัตรยามาเป็นเกณฑ์ในการปรับเลื่อนประเทศไทยด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ การจัดอันดับดังกล่าวจะส่งผลต่อการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สหรัฐฯอาจทบทวนการให้ จีเอสพีกับไทยในอนาคต เนื่องจากเงื่อนไขหนึ่งที่สหรัฐฯนำมาประกอบการพิจารณาการให้จีเอสพีคือ ต้องการให้ประเทศคู่ค้าคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯอย่างเพียงพอด้วย ซึ่งการทบทวนการให้จีเอสพี อาจกระทบกับการวางแผนการนำเข้าของผู้ประกอบการได้ แต่ในเรื่องดังกล่าว ไม่อยากให้ผู้ส่งออกวิตกมากจนเกินไป เพราะสหรัฐฯจะมีการทบทวนอีกครั้งในอีก 2 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไปจะต้องมีการปรับแผนและมีความเข้มงวดในเรื่องการปราบปรามปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เคยลงนามความเข้าใจที่จะร่วมกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาให้น้อยลง ขณะเดียวกัน เท่าที่ติดตามกฎหมายบางฉบับที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผลิตภัณฑ์ซีดี กฎหมายลิขสิทธิ์ ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเร่งประสานให้กฤษฎีกาพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ภายในเดือนก.ค.50

ด้าน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การประกาศให้ไทยเป็นมีสถานะเป็น PWL นี้เชื่อมโยงกับปัญหาที่เราไม่สามารถจัดการกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และเรื่องปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยาได้ดีพอ จึงถูกปรับสถานะคู่ค้าจาก WL หรือ ประเทศที่ถูกจับตามอง เป็น PWL หรือประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เรื่องนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่นำมาสู่การตัดจีเอสพี รัฐบาลและเอกชนต้องเตรียม ซึ่งตรงนี้จะนำมาสู่การตัดจีเอสพีในอนาคตได้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยพอสมควร เพราะตอนนี้เราพึ่งพิงการส่งออก ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยที่ใช้สิทธิจีเอสพีนั้นมีมูลค่า 4,252 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 19% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด โดยเฉพาะธุรกิจอัญญมณีและเครื่องประดับนั้นได้ประโยชน์จากการเสียภาษีนำเข้าต่ำกว่าปกติถึง 6% หากไม่ได้สิทธิจีเอสพีกระทบหนักแน่นอนเราอยู่ในสถานะ WL มากว่า 9 ปีแล้ว และความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนก็เป็นไปโดยดีเป็นส่วนใหญ่

รายงานการค้า 301 ของสหรัฐฯชี้ว่า ไทยมีการปกป้องและการบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลทรัพย์สินทางปัญญาหย่อนยานลงในช่วงปีที่ผ่านมา และ มีประกาศใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory License หรือ CL) ช่วงต้นปี 40 อย่างไรก็ตามอย่าไปวิตกกังวลจนเกินเหตุ โดยช่วงปี 32-33 สถานะประเทศคู่ค้า เราแย่กว่า PWL อีก คือ เราอยู่ในบัญชี PFC หรือประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง และหลังจากที่แก้ปํญหาการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญากันอย่างจริงจัง ไทยก็ได้เลื่อนสถานะทางการค้าให้ดีขึ้น

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า ผู้ส่งออกทั้งหลายต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด หลักการของการตัดสิทธิจีเอสพี มี 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การตัดสิทธิเป็นรายประเทศ (Country Graduation) และการตัดสิทธิพิเศษจีเอสพี เป็นกลุ่มสินค้าของบางประเทศ (Sector-Country Graduation) รูปแบบแรกใช้วิธีการดูระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่เคยได้ จีเอสพีว่า มีระดับรายได้และระดับการพัฒนาหรือไม่ ประเทศใดมีระดับรายได้สูงขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีก็มีโอกาสถูกตัดจีเอสพี

....................
วัดใจ...อย่าหยุด อย่าถอย มาตรการบังคับใช้สิทธิ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤษภาคม 2550 09:04 น.


ทันทีที่สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเปลี่ยนสถานะ “ประเทศไทย” ให้เป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List: PWL) ฐานที่ไม่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับประเทศสหรัฐ ทุกสายตา ทุกหน่วยงานของรัฐด้วยกัน ล้วนจับจ้องมองมาที่ “กระทรวงสาธารณสุข” และ “นพ.มงคล ณ สงขลา” รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ที่อาจเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งมวล เนื่องจากได้ประกาศบังคับใช้สิทธิยาที่ติดสิทธิบัตร (compulsory licenses : CL) เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยนับไม่ถ้วน

มาถึงเวลานี้ ยาต้านไวรัส “เอฟฟาไวเรนซ์” ของบริษัทเมิร์ค ชาร์ป แอนด์ โดร์ม ซึ่งเป็นยาตัวที่แรกที่มีการประกาศบังคับใช้สิทธิเมื่อช่วงปลายปี 2549 และช่วงต้นปี 2550 มีการประกาศบังคับใช้สิทธิอีก 2 ตัว คือ ยาต้านไวรัส “คาเลตตร้า” ของบริษัทแอ็บบอต ลาบอราตอรีส จำกัด และ ยาโรคเส้นเลือดอุดตันหัวใจและสมอง “พลาวิกซ์” ของ บริษัทซาโนซี-ซินเธอลาโบ (ประเทศไทย) จำกัด แม้ว่าจะมีการประกาศการบังคับใช้สิทธิแล้ว 3 ตัว แต่ก็มีเพียง “ยาเอฟฟาไวเรนซ์” เท่านั้นที่กระทรวงสาธารณสุขได้มีการสั่งซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม (อภ.) นำเข้ายาสามัญจากประเทศอินเดียในราคาที่ถูกกว่าและช่วยให้ผู้ติดเชื้อกว่า 20,000 คน สามารถเข้าถึงยาได้คลอบคลุมมากขึ้น ขณะที่ตัวอื่นๆ เรายังมีอยู่ในสต็อคเพียงพอ

ขณะที่การต่อรองราคายาจำเป็นที่ติดสิทธิบัตร ทีมของ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาต่อรองราคายาจำเป็นที่มีสิทธิบัตร คณะกรรมการ 1 ใน 3 ชุด ที่แต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็มีแนวโน้มการเจรจาที่ดี มีการเสนอราคายาที่ลดลง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ยากเต็มที พร้อมกับยังมีข้อเสนอใหม่ๆ ที่จะนำมาหารือ ถกเถียงกันอีกครั้ง ในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของกระทรวงสาธารณสุขเช่นกันว่า หลังจากถูกกดดันอย่างหนัก ในการบีบไทยให้ไปอยู่ในบัญชีดำสหรัฐฯ จะส่งผลอย่างไรกับการเจรจาครั้งนี้บ้างหรือไม่

หันกลับมาจับตาการกระทำของ “ยูเอสทีอาร์” ที่เป็นประเด็นร้อนอยู่ในวินาทีนี้ นพ.มงคล แจงที่มาที่ไปไว้ว่า เป็นการถูกคลอบงำโดยสิ้นเชิงของบริษัทยาในการใช้อิทธิพลอำนาจที่มีมากมายเข้าไปมีผลต่อการลงมติให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากละเมิดสิทธิทางปัญญาไม่ว่าจะเป็นเทปผี ซีดีเถื่อน ถึงขนาดระบุชื่อ พันธุ์ทิพย์พลาซ่า ทำให้ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด แต่ก็ยังแว้งกลับมาที่การบังคับใช้สิทธิยาที่มีสิทธิบัตรด้วย โดยกล่าวหาว่า ไม่โปร่งใส และอาจมีการบังคับใช้สิทธิในยาอีกหลายตัว ซึ่งข้อมูลที่ยูเอสทีอาร์มีอยู่ในมือคือ จะมีการบังคับใช้สิทธิมากกว่า 30 ตัว ซึ่งไม่เป็นความจริง

กรณีดังกล่าวนพ.มงคล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “หากมีความจำเป็นก็น่าจะมีการทำซีแอลไม่เกิน 2 ชนิดเป็นอย่างมาก ไม่ได้ทำพร่ำเพรื่อ ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ ซึ่งการประกาศซีแอลไม่ได้หมายถึงต้องทำซีแอล เป็นเพียงประกาศว่าจะทำ ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีการเจรจากันขึ้น การหยิบยกเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน เป็นเพียงข้ออ้าง เพราะไม่สามารถนำเรื่องซีแอลมาพูดตรงๆ ได้ เพราะเราทำตามกฎหมายถูกต้อง”

หนำซ้ำ นพ.มงคล ยังบอกอีกด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีสัญญาเตือนว่า “ยูเอสทีอาร์” จะปรับให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกจับตาพิเศษ มาประมาณ 1 สัปดาห์ แล้ว จากทั้งเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้แทนทางการค้าสหรัฐหลายต่อหลายครั้ง

“เราไม่มีเส้นมีสายหรือกำลังอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่หัวใจที่ทำเพื่อคนทุกข์ยาก แต่เราก็ไม่มีพลัง ไม่มีคนสนับสนุนอำนาจมันต่างกันเยอะ ดังนั้นทำได้แค่ไหนเราก็จะทำเท่านั้น หากทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอม คนจนอย่างไปคาดหวังจะมีสิทธิมีเสียงหรือหรือทำอะไรแล้วจะถูก”
ถ้อยคำของนพ.มงคลพรั่งพรูออกมาเนื่องจากถูกกดดันอย่างหนักในขณะนี้ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า “ทำได้แค่ไหนก็ทำเท่านั้น และหากทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอม” มีนัยยะหรือมีความหมายใด ลึกซึ้งซ่อนอยู่กันแน่ เนื่องจากในการหารือในที่ประชุมรัฐมนตรีก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และกระแสข่าวที่มีออกมา ดูจะโยนภาระรับผิดชอบตกอยู่กับกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

และแม้จะบ่นทั้งเหนื่อย หนักใจ หมดปัญญา แต่ดูเหมือนนพ.มงคล ยังไม่สามารถถอดใจได้ง่ายๆ เนื่องจากในวันที่ 21 -22 พฤษภาคมนี้ จะยังคงเดินหน้าทำความเข้าใจ ชี้แจงความจริงกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชนในสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรเครือข่ายที่อาจตกที่นั่งเดียวกับไทย แต่สิ่งสำคัญคือ กระทรวงสาธารณสุขจะดึงเอาพลังมวลชนคนตัวเล็กๆ มาใช้ได้อย่างไร ขณะที่หน่วยงานของภาครัฐเอง ยังไม่มีทีท่าที่จะร่วมมือช่วยเหลือ ช่วยกันทำความเข้าใจเลย

น่าคิดเป็นอย่างมากกับคำถามที่นพ.มงคล โยนมากลางวงว่า จะต้อง“วัดใจ” กันว่า ประชาชนของเราที่จะไม่ได้รับยาในการรักษาชีวิตกับการสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อนำมาชั่งน้ำหนักแล้ว อย่างใดจะมีค่ามากกว่ากัน

“ไม่รู้ว่ามูลค่าชีวิตคน 1 คนจะคำนวณออกมาได้เท่ากับมูลค่าสินค้าส่งออกไปอเมริกาเป็นจำนวนเท่าใด ผมหมดปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะจัดการปัญหาให้กับคนของเราอย่างไร คนต้องตายมากมายเพราะไม่มีเงินซื้อยากิน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างชาติจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจทำซีแอลก็เป็นเรื่องปกติ เพราะคงไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่คนไทยด้วยกันมาด่าว่าเป็นโจร ผมรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเป็นร้อยๆ เท่า”

ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร นาทีนี้หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ไม่สามารถหยุดยั้งการบังคับใช้สิทธิ ซึ่งเป็นสิทธิอันถูกต้องชอบธรรมนี้ได้ โดย นายจอน อึ้งภากรณ์ เลขาธิการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ แสดงข้อคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า

ไทยจะต้องไม่หยุดความถูกต้อง และไทยไม่ควรกลัวการจัดอันดับไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษหรือไม่ ขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆภายในรัฐบาลชุดนี้ต้องสมานสามัคคีกันมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพียงลำพัง

อย่าหยุด อย่าถอย ความถูกต้อง...

.................

“หมอมงคล” ระบุไม่ได้ใช้ “ซีแอล” พร่ำเพรื่อ มึนไทยถูกลดระดับเป็นประเทศต้องจับตาพิเศษ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2550 16:08 น.


“หมอมงคล” มึนไทยถูกโจมตีข่มขู่ ถูกลดระดับเป็นประเทศต้องจับตาเป็นพิเศษเหตุเพราะ “ซีแอล” ยอมรับกระทบเศรษฐกิจ แต่ต้องวัดใจว่า มูลค่าส่งออกหรือชีวิตคนมีค่ามากกว่ากัน บ่นท้อหมดปัญญา ไม่มีที่แม้ให้ยืน ไม่มีอำนาจพลัง แต่จะทำได้เท่าที่ทำ ระบุไม่ได้บังคับใช้สิทธิพร่ำเพรื่อ แต่ทำเฉพาะที่จำเป็น แย้มอาจบังคับใช้สิทธิเพิ่มแต่ไม่เกิน 2 ตัว

วันนี้ (1 พ.ค.) นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (ยูเอสทีอาร์) จัดให้ไทยเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ในครั้งนี้ มองว่ามาจากอิทธิพลของบริษัทยาที่มีสูงมากขนาดที่สามารถเข้าถึงข้างในยูเอสทีอาร์ได้เป็นอย่างดี โดยอ้างว่าไทยไม่คุ้มครองสิทธิทางปัญญาของผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายทางการค้า รองเท้า เทป ซีดี สัญญาณเคเบิล มีการอ้างถึงสินค้าหลายๆ อย่าง รวมทั้งการบังคับใช้สิทธิยาที่มีสิทธิบัตรโดยไม่โปร่งใส และอาจมีการบังคับใช้สิทธิในยาอีกหลายๆ ตัว

“เขาอ้างว่าเราทำซีแอลไม่โปร่งใส ไม่รู้ไม่โปร่งใสตรงไหน เขาให้เราเจรจากับบริษัทยาก่อนเราก็เจรจาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว แล้วก็เพิ่งทำไปตัวเดียว คือ ยาต้านไวรัส แอฟฟาไวแรนซ์ จากที่มีการประกาศทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งก็ทำเพียงเท่านี้ หากมีความจำเป็นก็น่าจะมีการทำซีแอลไม่เกิน 2 ชนิดเป็นอย่างมาก ไม่ได้พร่ำเพรื่อ ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นจริงๆ ซึ่งการประกาศซีแอลไม่ได้หมายถึงต้องทำซีแอล เป็นเพียงประกาศว่าจะทำ ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีการเจรจากันขึ้น ดังนั้น การกล่าวว่าเราทำด้วยความไม่โปร่งใสหรือจะทำเพิ่มอีกหลายตัว จึงเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะการหยิบยกเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน หรือพันธุ์ทิพย์น่าจะเป็นเพียงข้ออ้าง แต่เหตุผลที่แท้จริง คือ การทำซีแอล การผลักไทยให้เป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นเพิศษจึงเป็นการข่มขู่ไม่ให้ทำซีแอลต่อไป แต่ไม่สามารถนำเรื่องซีแอลพูดตรงๆ ได้ เพราะเราทำตามกฎหมายถูกต้อง” นพ.มงคลกล่าว

“เราไม่มีเส้นมีสายหรือกำลังอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น มีแต่หัวใจที่ทำเพื่อคนทุกข์ยาก แต่เราก็ไม่มีพลัง ไม่มีคนสนับสนุนอำนาจมันต่างกันเยอะ ดังนั้นทำได้แค่ไหนเราก็จะทำเท่านั้น หากทำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอม ซึ่งในการลงมติของยูเอสทีอาร์ อาจมีคนที่หนุนเราส่วนหนึ่ง แต่กลุ่มที่ไม่สนับสนุนไม่รู้คิดอย่างไร ถ้าเห็นด้วยกับเรามากกว่านี้ ผลคงไม่ออกมาแบบนี้และไทยคงไม่ถูกทำร้าย ดังนั้น คนจนอย่างไปคาดหวังจะมีสิทธิมีเสียงหรือหรือทำอะไรแล้วจะถูก” นพ.มงคลกล่าว

น.มงคล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้จะต้องประเมินสถานการณ์ของไทยว่าจะบุกหรือจะถอยมากน้อยแค่ไหน ต้องวัดใจกันว่าประชาชนของเราที่จะไม่ได้รับยาในการรักษาชีวิตกับการสูญเสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศนำมาชั่งน้ำหนักว่าอย่างใดมีค่ามากกว่ากัน ซึ่งหากการบังคับใช้สิทธิเป็นตัวก่อเหตุก็ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่แต่ก็ต้องนำมาพิจารณาว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่

“ไม่รู้ว่ามูลค่าชีวิตคน 1 คนจะคำนวณออกมาได้เท่ากับมูลค่าสินค้าส่งออกไปอเมริกาเป็นจำนวนเท่าใด ผมหมดปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะจัดการปัญหาให้กับคนของเราอย่างไร คนต้องตายมากมายเพราะไม่มีเงินซื้อยากิน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าต่างชาติจะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจทำซีแอลก็เป็นเรื่องปกติ เพราะคงไม่เจ็บปวดเท่ากับการที่คนไทยด้วยกันมาด่าว่าเป็นโจร ผมรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเป็นร้อยๆ เท่า”นพ.มงคลกล่าว

นพ.มงคล กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ในการหารือแต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ดี ได้เสนอให้กระทรวงต่างประเทศที่จะเป็นผู้รับดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรงเป็นผู้แถลงการณ์ รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขได้ประสานให้กระทรวงต่างประเทศส่งตัวแทนหารือกับมูลนิธิคลินตันเพื่อเจรจาสั่งซื้อยาในปริมาณมากๆ พร้อมกันหลายประเทศ ในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด ไม่ทราบว่าจะช่วยหรือไม่ เนื่องจากทาง สธ.มีภารกิจไม่สามารถเดินทางไปได้

.......................

"หมอมงคล"ยันสู้CL เผยนายกฯเห็นด้วย - NGOหนุนเตรียมเดินขบวน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 พฤษภาคม 2550 14:11 น.

“หมอมงคล” ประกาศสู้ต่อเดินหน้ามาตรการบังคับใช้สิทธิ ลั่นไม่ถอดใจ ไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย เผยที่ประชุมครม.เห็นด้วย นายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุนเพียงแต่ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ระบุมาตรการต่อไปเตรียมลงนามร่วมมือรวมกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซื้อยาจำเป็น 8 พ.ค.นี้ ขณะที่เอ็นจีโอยกขบวนมาให้กำลังใจหนุนสุดตัว พร้อมเคลื่อนไหวบุกสถานทูตอเมริกา แสดงจุดยืนไม่กลัว ไม่ถอย พรุ่งนี้

เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น.วันนี้ (2 พ.ค.) เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์แห่งประเทศไทยกว่า 30 คน นำโดยนายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนมาตรการบังคับใช้สิทธิยาที่ติดสิทธิบัตร (CL) ต่อไป

นพ.มงคล กล่าวว่า ขออย่าเป็นกังวล หรือกลัวว่าจะถอดใจ และไม่ต้องกลัวว่าจะถูกล้มมาตรการบังคับใช้สิทธิและขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจ ในการที่กล้าดำเนินการบังคับใช้สิทธิ ไม่ใช่ว่าอวดดี อวดเก่ง แต่ทำด้วยความนุ่มนวล ขอร้อง ขอความเห็นใจมาโดยตลอด และไม่เคยต้องการทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย แต่ทำเพื่อคนยากไร้ โดยจะปล่อยคนตายไม่ได้ เราเพียงขอแบ่งปันยาให้คนที่ไม่เคยได้ ไม่มีโอกาส ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นลูกค้าได้พึ่งใบบุญ ได้มียาราคาถูกเท่านั้นเอง สิ่งที่ทำก็เพื่อคนของเรา โดยจะไม่ทอดทิ้ง หรือถอดใจอย่างแน่นอน

นพ.มงคล กล่าวต่อว่า การดำเนินการต่อจากนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2550 จะมอบหมายให้นพ.วิชัย โชควิวัฒน นักวิชาการสาธารณสุข 11 ในฐานะประธานคณะกรรมการสนับสนุนการดำเนินงานเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรโดยรัฐ โดยเป็นตัวแทนเดินทางไปลงนามจัดซื้อยารวมกับอีก 16 ประเทศกำลังพัฒนา กับมูลนิธิคลินตัน ของอดีตประธานธิบดีนายบิล คลินตันที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งยาที่จะมีการซื้อร่วมนั้น จะรวมถึงยาที่ไทยมีการบังคับใช้สิทธิ และยาที่แสดงร่วมเจตจำนงร่วมกันที่จะมีการสั่งซื้อ โดยมูลนิธิคลินตันได้สำรวจหาโรงงานที่มีความสามารถในการผลิตยาที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การรับรอง ซึ่งมีอยู่มากมาย อีกทั้งการลงนามครั้งนี้ ไม่มีเงื่อนไขผูกพัน หากประเทศที่ร่วมลงนามต้องการที่จะซื้อยาจากแหล่งอื่นก็สามารถทำได้ ซึ่งการดำเนินการทุกอย่างถือว่าเป็นการเดินหน้าไปตามแผนที่วางไว้ทุกประการ

ต่อข้อถามว่า มีการประสานงานกันหรือไม่ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปในทิศเดียวกันหรือไม่ นพ.มงคล กล่าวว่า ในวันที่ 21-22 พฤษภาคม ที่จะเดินทางไปชี้แจงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งวุฒิสมาชิก สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) บางกลุ่ม รวมทั้งเครือข่ายเอ็นจีโอในอเมริกานั้น เป็นการประสานความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้เตรียมการทั้งหมด

นอกจากนี้ ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวโดยนายกรัฐมนตรีก็รับทราบ การใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิมาตั้งแต่ต้น และมีการหารือกันมาตลอด

นพ.มรกต กรเกษม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า บรรยากาศในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้มีโอกาสอยู่ที่นั้นด้วย ที่ประชุมเห็นด้วยกับการดำเนินการมาตรการบังคับใช้สิทธิ โดยนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพียงแค่รับทราบตั้งแต่ต้นแต่ให้การสนับสนุนด้วยเพียงแต่ การดำเนินการต่อไปคงต้องมีหารือร่วมกันทุกฝ่ายทั้งข้อดีข้อเสียที่อาจจะมากระทบแต่หากบังคับใช้สิทธิแล้วมีผลดีมากกว่าผลเสียก็จะต้องทำ

ต่อข้อถามถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับหลังมีการประกาศให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษนั้น นพ.มงคล กล่าวว่า เป็นห่วงผลประโยชน์ของประเทศในองค์รวมเช่นกัน ซึ่งเราไม่ได้ทำงานด้านเดียว เศรษฐกิจการค้า การส่งออกก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยอเมริกาถือเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยหากถูกกลั่นแกล้งย่อมมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ซึ่งผลประโยชน์ของแต่ละประเทศก็จะต้องพยายามรักษาเป็นปกติ ยิ่งในการค้าเสรี โลกาภิวัฒน์ ที่เผชิญอยู่ คนที่ได้เปรียบย่อมมีอำนาจเหนือกว่า ก็ต้องยอมรับ แต่เชื่อว่ามีคนอีกมากมายที่มีความเป็นธรรมในหัวใจ เห็นใจคนที่ตายโดยที่ไม่มีใครดูแล

“วิงวอนคนอเมริกา วุฒิสมาชิก และยูเอสทีอาร์ ขอให้เห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสได้เข้าถึงยา และรัฐบาลไม่มีงบประมาณมากพอ ที่จะช่วยคนป่วยได้มีชีวิตอยู่รอดเหมือนคนอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าคนอเมริกาจะเข้าใจเพราะคนเมริกาเป็นคนที่เคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมายคงไม่มีใครสนับสนุนให้บีบบังคับประเทศที่ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายเยงแต่ต้องอธิบายให้คนอเมริกาเข้าใจในข้อมูลที่มีความไม่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการทำซีแอลที่ไม่โปร่งใส และจะมีการทำซีแอลยาอีก 30 ชนิด เราจะต้องชี้แจงและหาแนวร่วมกลุ่มเอ็นจีโอด้วย”นพ.มงคลกล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อมาให้กำลังใจและเป็นพลังให้กระทรวงสาธารณสุขแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเดินหน้ามาตรการบังคับใช้สิทธิต่อไป โดยในวันพรุ่งนี้ (3 พ.ค.) เวลา 9.00น. จะเดินขบวนไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เพื่อแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยไม่กลัว ซึ่งรัฐบาลจะต้องประสานงานกันมากขึ้น เพราะจะเอาชีวิตมาล้อเล่นไม่ได้ โดยขอให้กระทรวงการต่างประเทศที่จะจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ของอเมริกาดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน

“ถ้าไทยแพ้เมื่อไหร่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด ก็จะสิ้นหวังไปด้วย เพราะไทยเป็น 1 ประเทศที่กล้าต่อกรกับบริษัทยา และประเทศมหาอำนาจ และขอฝากไปถึงกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศอย่างนิ่งเฉย อย่าคิดแต่เรื่องการค้าอย่างเดียว ให้หันมาคิดถึงชีวิตประชาชนคนจนบ้าง โดยช่วยให้ประชาชนได้เข้าถึงระบบประกันสุขภาพด้วย”นายวิรัชกล่าว

..................

ร้องรัฐใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตร

ที่พรรคชาติไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย แถลงว่า พรรคชาติไทยขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงท่าที่ชัดเจนในการสนับสนุนการใช้มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตร เพราะเป็นมาตรการที่ไม่แปลกใหม่ในโลกนี้ เพราะในอดีตประเทศอินโดนีเซีย และประเทศมาเลเซียเคยบังคับใช้มาแล้ว และในแผนดังกล่าวต้องใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรกับยา 3 ตัวคือยาโรคหัวใจและยาต้านโรคเอดส์อีก 2 ตัว แต่ขณะนี้เราใช้กับยาต้านโรคเอดส์เพียงตัวเดียวเท่านั้น รัฐบาลไทยจะต้องเข้มแข็งไม่ต้องกลัวถูกตอบโต้ด้วยการตัดจีเอสพี เพราะนั้นคือการขู่ เราต้องถือว่ายาเป็นสินค้าที่ต้องมีเรื่องคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชีวิตของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามควรดึงประเทศที่โดนมาตรการนี้เหมือนกันให้มาร่วมกันต่อสู้กับเราด้วย

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 03, 2007 6:31 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เก็บตกการเมือง
2 พฤษภาคม 2550 23:25 น.

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็น "ทุกขลาภ" ดีหรือไม่ดีสำหรับ "หมอมงคล ณ สงขลา" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพราะตั้งแต่มานั่งเก้าอี้เป็น "เจ้ากระทรวง" ทำเรื่องใหญ่เป็นที่ฮือฮาตั้งแต่เรื่อง "ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ...."

ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการกระทำที่ "หาญกล้า" เพราะที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ เนื่องจากไปกระทบกับธุรกิจยักษ์ของประเทศ และล่าสุด "หมอมงคล" ได้ผลักดันมาตรการ "สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา" 3 ตัว คือ ยาต้านไวรัสเอชไอวี "เอฟฟาไวเรนซ์" ยา "คาเลตรา" และยารักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ "พลาวิคซ์" ซึ่งจะทำให้คนไทยเข้าถึงยาที่จำเป็นมากขึ้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเจอแรงต้านจาก "บริษัทยายักษ์ใหญ่ข้ามชาติ" ที่เสียผลประโยชน์ จึงเห็นเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยเข้าพบ "หมอมงคล" ที่กระทรวง เพื่อให้ไปเจรจากับบริษัทยาที่สหรัฐอเมริกา แถม "นายกรัฐมนตรี" ยังสั่งให้ "หมอมงคล" ไปชี้แจงกับสหรัฐอเมริกาถ้าหากว่ายังไม่เข้าใจ "หมอมงคล" ถึงกับเอ่ยว่า “ใครก็ได้ช่วยบอกผมได้มั้ย หนึ่งชีวิตของคนมีมูลค่าเท่าใด จะได้เทียบกับการส่งออกไปสหรัฐ ตอนนี้ผมก็หมดปัญญาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เหมือนไม่มีที่ยืนแล้ว” ..งานนี้ "หมอมงคล" ถ้าไม่ได้เป็น "ฮีโร่" ก็คงเป็น "สิงห์บาดเจ็บ"




เปิดใจผู้ป่วยเอดส์กับ “ความใจดำ” ของสหรัฐฯ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2550 12:05 น.


การที่ทางสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเปลี่ยนสถานะ “ประเทศไทย” ให้เป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (Priority Watch List: PWL) ฐานที่ไม่ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาให้กับประเทศสหรัฐฯนั้น นับเป็นสัญญาณเตือนที่มีนัยสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีทั้งหลาย เนื่องจากเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การกระทำของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เกิดเพราะไม่พอใจการที่กระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิผลิตยาที่ติดสิทธิบัตร (CL)

เนื่องเพราะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” จะมีอาการกลัวจนต้องยินยอมผ่อนปรนตามคำขู่ของสหรัฐฯ ซึ่งผลที่ตามมา ก็คือ ผู้ป่วยเอดส์จะต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้เวลาในการดำรงชีวิตของพวกเขาลดน้อยถอยลงไปอีก

วิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รอรับยาต้านไวรัสอยู่เป็นจำนวนถึง 500,000 คน และในจำนวนนี้มีผู้ป่วยเพียง 100,000 คน ที่สามารถรับยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานได้ ขณะที่ในจำนวน 100,000 คนนั้น ก็มีจำนวนผู้ป่วยอีกถึง 20,000 กว่าคนที่เริ่มมีอาการดื้อยา





ยิ่งเมื่อ แอ็บบอตฯ ได้ถอนทะเบียนยาสูตรสำรอง (อะลูเวีย) ออกจากไทยด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปอีก เพราะส่งผลให้ยาตัวนี้ไม่มีขายในไทยอีก ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะจากกติกาของไทยจะไม่อนุญาตให้ยาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนวางขายได้

ด้าน “หมู” ผู้ป่วยที่ได้ใช้สิทธิประกันสังคม เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมบัตรประกันสังคมนั้น หากค่าใช้จ่ายเกินห้าพันบาทแล้ว ส่วนที่เหลือผู้ป่วยต้องออกค่าใช้จ่ายเอง แต่ยาต้านไวรัสเอดส์นั้นมีราคาหมื่นกว่า จากจุดนี้ทำให้ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงยาต้านได้ แต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการเรียกร้องให้บัตรประกันสุขภาพขยายเพดานราคาประกันออกไปก็ทำให้มีผู้ป่วยได้มีโอกาสรับยาเพิ่มมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีปัญหาทางด้านยาที่มีไม่เพียงพอ เพราะถึงแม้จะมีผู้ป่วยจากทั้งสิ้นห้าแสนคนที่รอรับยาแต่ก็มีเพียงแสนคนที่ได้รับยา แต่ในจำนวนแสนคนนี้ก็ยังมีปัญหาในการรับยาเพราะจำนวนยานั้นมีไม่เพียงพอในการแจกจ่าย

“เดือนหนึ่ง ผมต้องหยุดงานประมาณสองวันเพื่อรอรับยา โดยการรับยานั้นต้องไปรับสิบห้าวันต่อครั้ง แต่เมื่อยามีไม่พอให้ผู้ป่วยทุกคนจึงต้องมีการตกลงกับเพื่อนๆ ว่าให้หมุนเวียนกันมารับจึงทำให้จากที่เคยรับสองครั้งต่อเดือนเหลือเพียงเดือนละครั้งเพื่อที่จะได้ให้เพื่อนๆ ได้รับกันถ้วนหน้าอย่างน้อยเดือนละครั้งก็ยังดี” หมูเล่า

หมู บอกด้วยว่า จากการที่ทางกระทรวงสาธารณสุขประกาศใช้มาตรบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล) จึงสามารถต่อรองราคายากับทางบริษัทยาได้มากขึ้น แต่ต่อมาก็ได้เกิดเหตุที่ทางบริษัท แอ็บบอตฯ ถอนการขึ้นทะเบียนยาออกไป ได้ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาตัวเก่าไม่สามารถใช้ยาตัวใหม่ที่ทางบริษัทผลิตได้

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้ “หมู” ต้องหยุดใช้ยาไป เพราะยาตัวเก่านั้นไม่สามารถต้านเชื้อไวรัสได้จึงส่งผลให้ปริมาณ CD4 ในร่างกายมีปริมาณลดลงจึงส่งผลให้มีเชื้อ HIV เพิ่มมากขึ้น ระหว่างนี้จึงทำได้เพียงดูแลสุขภาพตัวเองไม่ให้ร่างกายทรุดเร็วเกินไปโ ดยการทานอาหารให้ครบห้าหมู่และออกกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอที่สำคัญก็คือการได้รับกำลังใจจากคนรอบข้างทำให้กำลังใจอยู่ต่อไปได้

“ผมอยากให้รัฐบาลไทยต่อสู้เรื่องการใช้ CL อย่างเข้มแข็ง ไม่ต้องกลัวการข่มขู่และกดดันของรัฐบาลสหรัฐฯ และอยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า อยากให้มีการร่วมมือร่วมใจการทำงานจะได้มีพลังที่เข้มแข็งในการต่อรองกับต่างประเทศได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ตัวผู้ป่วยเอดส์จะได้รับประโยชน์เท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงยารักษาโรคอื่นๆ อีกด้วย” หมู กล่าว

..................

ต่างชาติส่ง จม.หนุนไทยลุย CL ทูตสหรัฐฯ วิ่งวุ่นนัด “หมอมงคล” คุย บ.ยา

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2550 16:52 น.


“หมอมงคล” เผย ได้รับจดหมายและอีเมลจากทั่วโลกกว่า 200 ฉบับ หนุนไทยเดินทางบังคับใช้สิทธิบัตรผลิตยาเพื่อคนด้อยโอกาส ยันไทยไม่ได้โดดเดี่ยวแน่นอน ขณะที่ทูตสหรัฐฯ วิ่งโร่เคลียร์ปัญหา พร้อมเป็นตัวกลางประสาน รมว.สธ.พบบริษัทยาระหว่างที่เดินทางไปสหรัฐฯ

นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยระหว่างเดินทางไปราชการโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส วันนี้ (3 พ.ค.) ว่า ขณะนี้มีหลายประเทศรวมทั้งองค์กรต่างๆ จากทวีปอเมริกา ละตินอเมริกา ประเทศในแถบยุโรป ได้ส่งอีเมลและหนังสือรวมแล้วกว่า 200 ฉบับ ให้กำลังใจประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื้อหาใจความที่ส่งมาส่วนใหญ่ ระบุ อย่าเพิ่งท้อ อย่ายอมถอย อยากให้เดินหน้าต่อไป และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้ ที่สำคัญ ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้โดดเดี่ยวในเวทีระหว่างประเทศ พวกเขายินดีให้การสนับสนุน

“ผมดีใจที่หลายประเทศ ส่งอีเมล หนังสือ มาให้กำลังใจ ผมยืนยันว่า การที่เราลุกขึ้นมาเรียกร้องครั้งนี้เรายืนอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้อง”

นพ.มงคล กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่เดินทางไปนิวยอร์ก นายราฟ แอล.บอยซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ได้โทรมาแจ้งให้ทราบว่า โดยถามว่าหากเราต้องการพบบริษัทยาเขาก็ยินดีประสานให้เพื่อทำความเข้าใจกันอย่างถูกต้องทั้ง 2 ฝ่าย ส่วนตนอยากเจอทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ CL จะได้ชี้แจงว่าที่เราออกมาประกาศเพราะต้องการความโปร่งใส ขณะที่สหรัฐ แคนาดา ไม่ได้ประกาศแต่ลงทำเลย

......................






บุกสถานทูตสหรัฐฯ แฉเห็นแก่เศษเงินของบริษัทยา อัด “สุรยุทธ์” อย่าสู้แล้วหยุด

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 พฤษภาคม 2550 12:10 น.

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์สุดทนความเห็นแก่ได้ของรัฐบาลสหรัฐฯ นัดรวมพลบุกสถานทูต ประกาศไม่ได้มายื่นหนังสือ แต่มาประณามการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เห็นแก่ประโยชน์จากเศษเงินที่บริษัทยาจะโยนให้ โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และความเดือดร้อนของประชาชนผู้ป่วยจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องเครือข่ายประชาชนทั่วโลกขึ้นบัญชีดำสหรัฐเป็นประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษด้านการละเมิดอธิปไตย เชื่อรัฐมนตรีสาธารณสุขจะไม่เปลี่ยนจุดยืนซีแอลยาร้อง “สุรยุทธ์” ให้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนกว่านี้ และภาวนาอย่าให้สมญา “สู้แล้วหยุด” ไม่เป็นความจริง

วันนี้ (3 พ.ค.) เวลาประมาณ 09.45 น.ที่บริเวณหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์ประเทศไทย และพันธมิตรประมาณ 100 คนได้เดินทางไปประณามการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศการจัดอันดับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยจากประเทศถูกจับตามอง (WL) เป็นประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) โดยมีสาเหตุเกี่ยวโยงถึงกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขไทยประกาศใช้สิทธิบังคับผลิตยาที่ติดสิทธิบัตร(CL) ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำเครื่องขยายเสียงมาติดตั้งบริเวณหน้าสถานทูตฯ เพื่อปราศรัยโจมตี พร้อมเรียกร้องให้เครือข่ายประชาชนทั่วโลกขึ้นบัญชีดำสหรัฐเป็นประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษในการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น รวมทั้งยังละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะการลิดรอนสิทธิในการเข้าถึงยาของประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทั่วโลก

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่เดินทางมารอทำข่าวว่า จุดประสงค์ในการมารวมตัวกันครั้งนี้ไม่ได้มายื่นหนังสือหรือเรียกร้องอะไร แต่มาประณามการกระทำของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เห็นแก่ประโยชน์จากเศษเงินที่บริษัทยาโยนให้ โดยไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และความเดือดร้อนของประชาชนและผู้ป่วยจำนวนมาก

ทั้งนี้ การกระทำเช่นนี้อยากตั้งกระทู้ถามสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจโลกเพียงสั้นๆ ว่าสหรัฐฯ จะยืดหน้าอยู่บนเวทีโลกได้อย่างไร ในเมื่อไม่ตรงไปตรงมาและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทยาเช่นนั้น

นายนิมิตร์ กล่าวต่อว่า สำหรับรัฐบาลไทยตนรู้สึกว่าเป็นสุภาพบุรุษ แม้ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีจะออกมาสนับสนุนและเห็นด้วยกับการเรียกร้องในครั้งนี้ก็ตาม แต่ก็อยากให้นายกรัฐมนตรีแสดงจุดยืนให้ชัดเจน และยืนอยู่เคียงข้างประชาชน ไม่ถอดใจกับการบีบคั้นทั้งจากต่างประเทศและภาคธุรกิจ ซึ่งตนหวังว่า สมญา “สู้แล้วหยุด” จะไม่เป็นความจริง

ด้าน นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายฯ กล่าวเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ ออกมาแสดงจุดยืนและสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing ) หรือการทำซีแอลยา เพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและคนจนมากกว่าเรื่องการค้า ซึ่งกลุ่มเครือข่ายเชื่อว่า นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะไม่เปลี่ยนจุดยืนในมาตรการดังกล่าว เพราะได้เจตนารมณ์ไปแล้วหากถอนหรือเปลี่ยนแปลงก็จะลดความน่าเชื่อถือลงไป

ต่อมาในเวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ได้เชิญนายนิมิตร์เข้าไปหารือข้างใน แทนที่จะออกมาประณามหน้าสถานทูตแบบนี้ แต่นายนิมิตร์ยืนยันไม่เข้าไปด้านใน พร้อมทั้งเปิดเผยด้วยว่าก่อนหน้านี้สหรัฐฯ และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรู้อยู่ว่าปัญหาคืออะไร ไม่ว่ากลุ่มผู้เรียกร้องจะขอเจรจาหรือความเห็นใจกี่ครั้งก็ไม่เคยออกมาขอเจรจาและใส่ใจ ดังนั้น จะขอประณามอย่างเดียวและไม่เข้าพบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและตำรวจได้นำรั้วเหล็ก เชือกพลาสติกมารักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าสถานทูต รวมทั้งได้นำหนังสือที่ให้เหตุผลถึงการการที่ไทยถูกจัดอันเป็นจับตามองเป็นพิเศษแก่ผู้สื่อข่าว โดยในหนังสือระบุว่าความพยายามในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยด้อยลงโดยในช่วงที่ผ่านมา แม้สหรัฐฯ จะชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากที่มีการปราบปราบอย่างต่อเนื่อง แต่การละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีสูงไม่อาจยอมรับได้ กฎหมายควบคุมแผ่นดิสก์ที่อ่อนแอของไทยเป็นอุปสรรคที่มีการผลิตแผ่นดิสก์จำนวนมาก

อีกทั้งปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือ เคเบิลทีวี ซอฟต์แวร์ และผลิตภัณฑ์สินค้าอื่นๆ ที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย สะท้อนให้เห็นว่ามีความเข้มแข็งไม่เพียงพอและเป็นปัญหามาช้านานแล้ว

นอกจากนั้น ช่วงปลายปี 49-50 ยังข้อบ่งชี้ว่าการเครารพสิทธิบัตรของไทยมีความย่อหย่อนลง เมื่อรัฐบาลประกาศใช้สิทธิเหนือผลิตภัณฑ์ยาหลายประเทศที่จดสิทธิบัตรแล้ว แม้สหรัฐฯ จะยอมรับได้ตามกำหนดข้อบังคับขององค์การการค้าโลก แต่การกระทำโดยขาดความโปร่งใส่ และวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างที่เห็นในกรณีของประเทศไทยได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ยังมีเอกสารเผยแพร่อีกฉบับหนึ่งที่สถานทูตสหรัฐฯ นำมาแจกวันนี้ ซึ่งในเอกสารระบุว่า การที่ยูเอสทีอาร์ได้ปรับระดับการคุ้มครองทรัพย์สินของไทยเป็นกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ ด้วยเหตุผลว่าการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายก่อนหน้านี้อ่อนแอต่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา แต่จะไม่นำไม่สู้มาตรการการลงโทษ และจะไม่มีผลโดยตรงต่อสิทธิบัตรทางการค้าประเทศไทยกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue May 15, 2007 2:15 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 21, 2007 4:38 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sat May 26, 2007 1:40 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top


_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
บุคคลทั่วไป






ตอบตอบ: Tue Aug 28, 2007 3:32 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

songwut110 บันทึก:
น้องch_oo บันทึก:
ด้วยอีเมล์: ch_oo[at]hotmail
ข้อความ: พี่ครับ พอดีผมและทีมงานได้ทำเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปได้ทราบเกี่ยวกับการทำความตกลงเสรี (free trade agreement: FTA) ครับ..
รบกวนฝากเว็บไซต์ของผมด้วยครับ..
http://www.FTAdigest.com
ขอบคุณครับ
Smile
papabear1962
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007
ตอบ: 619
รุ่นทีู่่: 98

ตอบตอบ: Tue Aug 28, 2007 7:14 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สหรัฐฯ !!!!!!! สุดยอดมิตรแท้(แต่อย่าเผลอ)
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว รุ่นที่ (แสดงในกระทู้)
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Feb 10, 2008 12:32 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สธ.ตอบโต้ข้อมูลไชยาซีแอลไม่ผิดกม.มะกัน

โพสต์ทูเดย์ — สธ. โต้ รมว.สธ. คนใหม่ ทำซีแอลไม่เกี่ยวมะกันยกระดับไทยละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันในสมุดปกขาวเพื่อชี้แจงเหตุผลการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร หรือการทำซีแอลในประเด็นที่ 7 ว่า การตัดสินใจดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาทั้ง 4 รายการเพิ่มเติมจากเดิม ไม่มีส่วนทำให้สหรัฐยกสถานะประเทศไทยเป็นพีเอฟซี หรือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรงตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐ


“แต่ที่ผ่านมาการยกให้ไทยอยู่ในระดับพีดับเบิลยูแอลนั้น มาจากการละเมิดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซีดี/ดีวีดี ของภาพยนตร์และเพลง ไม่มีเรื่องสิทธิบัตรยา” สมุดปกขาวเล่มดังกล่าว ระบุ


นอกจากนี้ ยังมีเนื้อหาระบุว่า แสดงว่าสหรัฐไม่เคยบอกว่าไทยดำเนินการผิดกฎหมายไทยหรือข้อตกลงระหว่างประเทศ แสดงว่าสหรัฐเคารพในมาตรา 31 (b) ของข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า


อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสหรัฐกังวลเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐ ซึ่ง สธ. ก็ได้จัดพิมพ์สมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด รวมทั้งได้ขอข้อมูลและคำแนะนำไปว่า จะให้ทำอย่างไรเพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน


นอกจากนี้ สหรัฐขอให้มีการเจรจากับผู้ทรงสิทธิบัตรก่อน ซึ่ง สธ.ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว


ดังนั้น การพิจารณาจัดลำดับประเทศคู่ค้าตามกฎหมายการค้ามาตรา 301 ของสหรัฐ ซึ่งจะเริ่มพิจารณาในเดือน ก.พ. 2551 นี้ จะหยิบยกเรื่องความไม่โปร่งใสในการทำซีแอลขึ้นมาเป็นประเด็นอีก ก็หวังว่าจะแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการของ สธ.ไม่โปร่งใสในประเด็นไหน


ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ได้ยืนยันว่า จะทบทวนนโยบายซีแอล เพราะสหรัฐจะยกให้ไทยเป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นร้ายแรง หรือพีเอฟซี และยังทำให้ไทยสูญเสียรายได้นับแสนล้านบาท

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Feb 11, 2008 1:33 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

“ไชยา” พูดพล่อย ไล่ผู้ป่วยเอดส์กินดอกไม้จันแทนยา

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 กุมภาพันธ์ 2551 17:29 น.



นายไชยา สะสมทรัพย์


เอ็นจีโอบ่นได้ยิน รมว.พูดแล้วห่อเหี่ยว เหนื่อย ไม่เชื่อน้ำยา เซ็งไม่รู้ข้อมูลจริง อดีตประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลางทวงถามหากไม่มียาต้านไวรัสคงจะต้องไปกินฆ่าหญ้าแต่ถูกรัฐมนตรีไล่ให้ไปกินดอกไม้จัน

เมื่อเวลา 15.00 น. นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เดินทางมาถึงกระทรวงสาธารณสุข จากนั้นจึงเปิดฉากการเจรจาหารือ ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างวุ่นวาย เนื่องจากเครือข่ายผู้ป่วยฯ ไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับว่าจะมีจุดยืนในการทำซีแอลอย่างไร โดยยังคงเปล่งเสียง “ถูกใจ ถูกต้อง” เป็นระยะๆ

นายไพศาล จงอนุรักษ์ อดีตประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลาง เปิดเผยว่า ในระหว่างการหารือตนเองได้พูดขึ้นว่า “ถ้าท่านทบทวนยกเลิกซีแอลผมคงไม่มียากิน แต่ผมต้องกินยาทุกวัน ดังนั้น ผมคงต้องคิดแล้วว่าต้องกินยาอะไรต่อ" ตอนนั้นตนเองนึกชื่อ ยาฆ่าหญ้าไม่ออก เลยถามเพื่อนว่า ยาฆ่าหญ้าชื่ออะไรนะ ซึ่งรัฐมนตรีตอบกลับมาว่า "ถ้าเป็นเขาให้กินดอกไม้จันแล้ว" พอเพื่อนบอกว่า ยากรัมม็อกโซล ตนเองจึงบอกตอบไปว่า "ดอกไม้จันผมไม่กินผมกินยาฆ่าหญ้า"

นายไพศาลกล่าวด้วยว่า ตอนนั้นไม่รู้สึกอะไร แต่พอกลับมานั่งคิดก็เห็นว่า ท่านมีมุมของท่านอยู่มุมหนึ่งว่า ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อสมควรขึ้นเมรุแล้วใช้ดอกไม้จันได้เลย

"ไม่รู้นะนี่เป็นความคิดของผม แต่มันตีความได้แบบนั้น ท่านรัฐมนตรีตีค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเราน้อยเกินไป การที่เราเป็นผู้ป่วยเป็นผู้ติดเชื้อก็ควรมีกฎหมายที่สร้างให้เกิดความเป็นธรรม ไม่จำเป็นรัฐมนตรีหรือใคร ตาสีตาสา ก็ควรได้รับยา ซึ่งเราเรียนรู้มาแบบนั้น"


ขณะที่นางสายชล แซ่ลิ้ม รองประธานฝ่ายดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ชมรมชี่ไดนามิกส์ ประเทศไทย พยายามบอกข้อมูลตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งว่าแท้จริงแล้วมีมากถึง 50,000 คน ไม่ใช่ 15,000 คน ตามข้อมูลของรัฐมนตรี ซึ่งทำให้กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยฯ รู้สึกรับไม่ได้ เพราะถือว่าแย่ยิ่งกว่าสั่งทบทวนซีแอลแต่เป็นการดูถูก ไม่เห็นคุณค่าของคน

นายนิมิตร์ กล่าวภายหลังได้หารือกับนายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สธ.ว่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแก้ปัญหาของ รมว.ที่จะขอเงินจากกระทรวงการคลังมาเติมในส่วนที่ซีแอลช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ 500 ล้านบาท เป็นการคิดง่ายเกินไป คนระดับรัฐมนตรีควรจะคิดแก้ปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่มารื้อสิ่งดีๆ ที่ทำไว้แล้ว การที่จะไปของบกระทรวงคลังเพิ่มก็รู้อยู่แล้วว่า งบประมาณมีปัญหา ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลย จะเอาเงินมาจากไหน เพราะแม้แต่งบค่าใช้จ่ายรายหัวในระบบประกันสุขภาพก็ยังน้อยอยู่ หรือจะเอาเงินส่วนตัวมาให้ จะจ่ายได้สักกี่ครั้ง

“ฟัง รมว.สธ.พูดแล้วก็รู้สึกห่อเหี่ยวใจ เหนื่อย และสงสารตัวเองและเครือข่ายฯ ที่จะจะต้องสู้อีกนาน รู้สึกไม่เชื่อใจ รมว.สธ.เลย แต่ก็ให้กำลังใจ ทั้งเครือข่ายฯ และรมว.คงต้องทำงานอีกเยอะ โดยเฉพาะ รมว.คงต้องทำการบ้านหาข้อมูล ซึ่งคนที่ให้ข้อมูลอาจไม่ปลื้มการทำซีแอล หรือคนมีข้อมูลเข้าไม่ถึงตัว ซึ่งเรื่องนี้สำคัญมาก ข้อมูลที่รัฐมนตรีพูดวันนี้แสดงชัดอยู่แล้วว่า พูดโดยไม่มีข้อมูล และไม่เข้าใจระบบสาธารณสุขเลย ขณะเดียวกันเราก็ต้องติดตามสถานการณ์ข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากมียกเลิก แก้ไข ต้องให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วม และหากไม่แก้ไขปัญหา หากต้องมีการเกิดขบวนประท้วงก็ต้องทำ และถึงจะไม่ยกเลิกซีแอล การที่บอกว่าให้ถอยคนละก้าวก็เท่ากับการล้มหัวคะมำแล้ว” นายนิมิตร์กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวด้วยว่า การที่จะอ้างว่ามีเอกสารที่ส่งมาจากกระทรวงพาณิชย์ แล้วประกาศจะทบทวนซีแอลเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะรมว.ควรจะปรึกษาหารือกับคนในกระทรวงก่อน โดยให้ผู้ที่ดูแลเรื่องซีแอลมาให้ข้อมูล ซึ่งจดหมายดังกล่าว ก็เป็นเพียงข้อกล่าวหาของของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ที่คาดว่าจะมีผลกระทบจากการทำซีแอล แต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เหตุผลการถูกจับตามมองเป็นประเทศที่ละมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรุนแรง จะต้องมีหลักเกณฑ์มีการประกาศที่ชัดเจน ยิ่งสหรัฐฯ ไม่สามารถระบุได้ว่าการปรับเลื่อนระดับไทยมาจากการทำซีแอล เพราะไม่มีหลักฐาน ดังนั้น ทั้งรัฐมนตรีพาณิชย์ และสาธารณสุขควรจะเลิกเอามาเป็นข้ออ้างได้แล้ว


Source: http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9510000016408

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.319 วินาที