| ผู้ส่ง |
ข้อความ |
บุคคลทั่วไป
|
ตอบ:
Thu May 11, 2006 10:54 am |
|
| songwut110 บันทึก: |
ฟังเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รำลึกถึงสุนทรภู่
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9480000086125
โดย นพวรรณ สิริเวชกุล ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2548 17:37 น.
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
ถึงม้วยดินสิ้นฟ้า มหาสมุทร
ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
แม้เกิดในใต้หล้า สุธาธาร
ขอพบพานพิศวาส ไม่คลาดคลาฯ (จากเรื่องพระอภัยมณี)
คลิกเพื่อรับชมและฟังในแบบ Photo Slide Show --> http://www.manager.co.th/Multimedia/ViewPhoto.aspx?NewsID=9480000086125
คงยังไม่สายเกินไปนะคะ ที่ดิฉันจะระลึกถึงสุนทรภู่กวีเอกของไทย ที่กลายเป็นกวีเอกของโลกไปแล้ว ด้วยการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมโดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือ ยูเนสโก ไปเมื่อปีพ.ศ.2529 ปีที่สุนทรภู่มีอายุครบ 200 ปีพอดีเลยค่ะ
บทกลอนที่ดิฉันยกขึ้นมาข้างต้น นั้นหลายคนคงจำกันได้ว่าอยู่ในเรื่องพระอภัยมณี บทเห่ที่โด่งดังฝีมือการประพันธ์ของสุนทรภู่ ท่านนี้นี่เองนะคะ
สุนทรภู่หรือพระสุนทรโวหาร บุตรของขุนศรีสังหารและแม่ช้อย เกิดในช่วงรัชสมัยของรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บิดาและมารดามีเหตุให้ต้องหย่าร้างกัน สุนทรภู่อยู่กับแม่ซึ่งเป็นนางนมในพระธิดาของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งต่อมามารดาของสุนทรภู่ก็ได้แต่งงานและมีลูกกับสามีใหม่อีกสองคน
ตัวสุนทรภู่เองก็ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลังมาตั้งแต่ยังเด็ก และด้วยความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนนี่เองที่ทำให้ มีความสันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว ได้แต่งงานอยู่กินกับแม่จัน ภรรยาคนแรกได้ไม่นาน ก็ต้องร้างรากันไปด้วยนิสัยมากรักของสุนทรภู่นี่เองนะคะ
ถือได้ว่า สุนทรภู่ นั้นเป็นกวีคนแรกที่ตั้งแบบกลอนสุภาพขึ้น จนกระทั่งแพร่หลายอยุ่จนทุกวันนี้ ท่านเป็นผู้ริเริ่มเล่นสัมผัสใน ทำให้กลอนมีความไพเราะมากขึ้น และถือเป็นแบบอย่างต่อมาจนกระทั่งปัจจุบันค่ะ
กวีนิพนธ์ของสุนทรภู่นั้น นอกจากจะมีความไพเราะแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการสอดแทรกคำคม ข้อคิดและคติสอนใจ ที่ยังคงร่วมสมัยอยู่เสมอนะคะ
ดิฉันเองได้มีโอกาสสนทนากับคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ศิลปินแห่งชาติ ด้วยข้อสงสัยของตัวเองที่ว่า ทุกวันนี้สุนทรภู่ในสายตาของใครหลายคน กลายเป็นกวีในแบบเรียนไปแล้ว คุณเนาวรัตน์ตอบกลับมาค่ะว่า....
...นี่เป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยนะ ที่มอสโก พุชกิ้น กวีเอกของโลกที่ร่วมสมัยกับสุนทรภู่นี่ เชื่อไหมว่า ทุกวันนี้ก็ยังมีคนเอาดอกไม้ เอากุหลาบแดงไปวางบนฐานของพุชกิ้นกลางกรุงมอสโก ทุกวันเลย เพราะว่าเป็นกวีที่อยู่ในหัวใจของชาวรัสเซีย ไม่ใช่อยู่ในแบบเรียนแบบเรียนก็แน่นอน มีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ว่า บทกวีก็อยู่ในหัวใจเขา
แต่กระนั้นคุณเนาวรัตน์ ก็ไม่ได้สิ้นหวังว่า คนไทยรุ่นใหม่จะละเลยกวีเอกคนสำคัญของโลกคนนี้ไปเลยทีเดียวค่ะ ...
ผมว่า กวีของท่านสุนทรภู่ก็ยังอยู่ในหัวใจของคนไทยหลายคน เพียงแต่ว่า มันไม่แพร่หลายออกมาสู่คนในสังคมมาก เพราะระบบการศึกษาที่ไปปิดกั้น เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ การศึกษาที่ทำให้คนคิดว่า ต้องตะเกียกตะกายเพื่อเอาใบรับรองความรู้ แต่ไม่ได้สนใจในความรู้ ถ้าคนอ่านของสุนทรภู่ อ่านของขุนช้างขุนแผน ก็จะอิ่มไปทั้งชีวิตเลย ไม่จำเป็นต้องได้ปริญญามาด้วยซ้ำไป
คุณเนาวรัตน์ ได้อ่านบทกวีที่เขียนรำลึกถึงสุนทรภู่ไว้ในรายการ ต่างสมัยรอยไทย ดิฉันเลยขอหยิบยกมาให้ได้ฟังกันตรงนี้ด้วยค่ะ
จึงสุนทร อ่อนหวาน ชาญฉลาด
เราเหมือนญาติกันดอกน้อง จะหมองศรี
เมื่อแรกเริ่ม เดิมได้ เป็นไมตรี เจ้ากับพี่เราก็รักกันหนักครัน
มาขัดข้องหมองหมางเพราะนางหนึ่ง
จึงโกรธขึ้ง รบสู้เป็นคู่ขวัญ
อันวิสัย ในภิภพ แม้รบกัน
ย่อมหมายมั่นจะให้ได้ชัยชนะ
ซึ่งครั้งนี้พี่พาเจ้ามาไว้
หวังจะได้สนทนาวิสาสะ
พอให้หายคลายเคืองเรื่องธุระ
แล้วก็จะรักกันจนวันตาย
คือวาทะการพูดขั้นสุดยอด
ทุก คำทอด ถอดใจไมตรีหมาย
บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่นการุณย์ราย
ทั้งคมคายครบครัน สันติวิธี
ทั้งอ่อนหวาน ชาญฉลาด เด็ดขาดนัก
ให้ใจจริง แจ้งประจักษ์เป็นสักขี
หนึ่งน้ำเพชร ผ่องฉาย พรายขจี
เจียระไน มิ่งมณี กวีวัน
ยกกลอนครู บูชา มากราบครู
สุนทรภู่ ครูกลอน อักษรสวรรค์
ยิ่งโลกล้ม ขมขื่น ยิ่งยืนวัน
คำของครูยิ่งสำคัญแม้วันนี้
.........................................................................................................
พบกับรายการวิทยุ ต่างสมัย รอยไทย โดย นพวรรณ สิริเวชกุล
ได้ทุกวัน เสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.00 - 21.00 น.
ทางคลื่นสามัญประจำบ้าน FM 97.75 MHz
http://www.managerradio.com
.........................................................................................................
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: สุนทรภู่ กวีเอกของไทย และเรื่องจริงที่ควรรู้ --> http://osknetwork.com/modules.php?name=News&file=article&sid=844&mode=&order=0&thold=0 |
 |
|
|
|
|
 |
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 10021
รุ่นทีู่่: 110
|
ตอบ:
Fri Jun 23, 2006 10:27 pm |
|
หวานคารมคำคมรัก รำลึก ๒๒๐ ปีเกิดกวีเอก สุนทรภู่ ๒๖ มิ.ย.๔๙
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2549 13:18 น.
สุนทรภู่ เป็นกวีเอกของไทย ที่ฝีปากคำกลอนได้รับการยกย่องว่าไพเราะหาตัวจับยาก กวีนิพนธ์ของท่านก็มักแฝงไว้คำคม สุภาษิตที่ใช้ถ้อยคำง่ายๆ แต่มีความคมคาย และมีคติสอนใจเสมอ ดังนั้น ในโอกาสวันครบ ๒๒๐ ปีเกิด ของท่านใน วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๙ นี้ จึงอยากจะขอนำคำกลอนเกี่ยวกับความรักในมุมมองของท่านสุนทรภู่มาเสนอให้อ่านเป็นแง่คิด ดังนี้
จากเรื่อง พระอภัยมณี
ในเพลงปี่ว่าสามพราหมณ์เอ๋ย ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย ถึงร้อยรสบุปผาสุมาไลย จะชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
ธรรมดามาเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง ต้องอ้อยอิ่งอดเปรี้ยวไว้กินหวาน เราอุตส่าห์พยายามตามโบราณ คงเป็นการมั่นคงอย่าสงกา
หลงอะไรจะเหมือนหลงทรงมนุษย์ ที่โศกสุดเศร้าแสนเสน่หา จนลืมตัวมัวหมองเพราะต้องตา ต้องตรึกตราตรอมจิตเพราะบิดความ
จึงตรัสตอบขอบคุณการุญรัก ที่ถ่อมศักดิ์สารพัดไม่ขัดขวาง แม้นมั่นคงทรงฤทธิ์ไม่คิดร้าง น้องจะวางชีพถวายจนวายชนม์ แต่โบราณท่านว่าจะค้าขาย อย่ามักง่ายเงินก็ลองทองก็ฝน เกิดเป็นคนอย่าไว้แก่ใจคน ค่อยผ่อนปรนปรองดองให้ต้องความ
เขาย่อมเปรียบเทียบความว่ายามรัก แต่น้ำผักต้มขมชมว่าหวาน ครั้นรักจางห่างเหินไปเนิ่นนาน แต่น้ำตาลว่าเปรี้ยวไม่เหลียวแล
อดอะไรจะเหมือนอดที่รสรัก อกจะหักเสียด้วยใจอาลัยหา ไม่เห็นรักหนักสิ้นในวิญญา จะเป็นบ้าเสียเพราะรักสลักทรวง
มเหสีขี้หึงเหมือนหนึ่งเสือ จะฉีกเนื้อน้องกินเหมือนชิ้นหมู จะเจ็บช้ำคำคารมชาวชมพู เพราะชิงชู้ของเขาเอามาเชย
อันโศกอื่นหมื่นแสนในแดนโลก มันไม่โศกลึกซึ้งเหมือนหึงผัว อันเสียทองของรักสักเท่าตัว ค่อยยังชั่วไม่เสียดายเท่าชายเชือน
นางทูลว่าข้าน้อยนี้รูปชั่ว ก็รู้ตัวมั่นคงไม่สงสัยแต่แสนงามความรู้อยู่ในใจ เหมือนเพชรไพฑูรย์ฝ้าไม่ราคีแล้วหมายว่าฝ่าพระบาทก็มีห้าม ล้วนงามงามเคยประณตบทศรีแต่หญิงมีวิชาเช่นข้านี้ ยังไม่มีไม่เคยเลยทั้งนั้น
ด้วยวิสัยในประเทศทุกเขตแคว้น ถึงโกรธแค้นความรักย่อมหักหายอันความจริงหญิงก็ม้วยลงด้วยชาย ชายก็ตายลงด้วยหญิงจริงดังนี้จากเรื่อง สิงหไกรภพ
สวาทไหนหรือจะเปรียบสวาทมิ่ง สวาทแม่นี่ยิ่งเป็นที่สุด พี่หวังเสกเป็นเอกอนงค์นุช อนงค์ไหนมิได้สุดสวาทเรียม จากเรื่อง นิราศภูเขาทอง
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน
โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่างพึงคิด
จากเรื่อง นิราศพระประธม
สารพัดตัดขาดประหลาดใจ ตัดอาลัยตัดสวาทไม่ขาดความ
ถึงสวนหลวงหวงห้ามเหมือนความรัก เหลือจะหักจับต้องเป็นของหลวง
จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าแนวคิดที่ท่านสุนทรภู่นำมาผูกไว้เป็นคำกลอนเหล่านี้ เป็นสัจธรรมของชีวิต เป็นคติธรรมที่แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าไปเพียงใดก็ตาม แต่หากเป็นอารมณ์ ความรู้สึกของคน โดยเฉพาะในเรื่องความรักแล้ว ดูเหมือนว่าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย
เช่นตัวอย่างในเรื่องพระอภัยมณี ที่เทียบให้เห็นความรัก ความเสน่หาของหญิงชายในหลายๆเรื่อง อาทิ การจะจีบสาว ก็บอกเป็นนัยว่าต้องใช้เทคนิค และเวลาอย่างโบราณสอน จึงจะสำเร็จสมหวัง มิใช่บุ่มบ่ามจะเอาให้ได้ดั่งใจ หลายคนอาจคิดว่าสมัยนี้ไม่เป็นเช่นนี้แล้ว เพราะหากหนุ่มไหนหล่อ มีแต่สาวๆ จะเหล่ ให้เบอร์ให้ท่า แต่จริงๆ แล้วลองถามหนุ่มๆ เหล่านี้ซิว่า เขาคิดเช่นไรกับเรา รักจริง หวังแต่ง หรือ ตั้งใจฟันแล้วทิ้ง หรือ ได้ก็ดี ของฟรีก็น่าลอง
นอกจากนี้ ท่านสุนทรภู่ยังนำเสนอให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อยามคนเรารักกัน อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด แม้แต่น้ำผักต้มธรรมดาๆ ก็ยังชมว่าหวาน ครั้นรักจืดจาง น้ำตาลหวานยังว่าเปรี้ยวได้ และความเศร้าโศกเจ็บช้ำน้ำใจของหญิงนั้น ไม่มีอะไรเกินไปกว่าสามีนอกใจ แม้คนเดี๋ยวนี้จะบอกว่า มีทองเท่าหัว เอาผัวไปเลย ส่วนใหญ่ก็เป็นการว่าประชด เพราะน้ำใสใจจริงแล้ว คงไม่มีใครอยากถูกเลื่อนขั้นเป็น เมียหลวง โดยไม่เต็มใจหรือไม่รู้ตัว และพิษรักแรงหึงนั้นเป็นเรื่องที่ใครๆก็ทราบกันดีอยู่ โดยเฉพาะเมียๆ ทั้งหลายก็มักจะขี้หึง
ดังที่ท่านเทียบไว้ว่าเหมือนเสือ และที่นำเรื่องนางวาลีมาลงไว้ด้วย ที่ว่านางบอกพระอภัยมณีมีเมียมีหม่อมห้ามสวยๆเยอะแยะแล้ว แต่ยังไม่มีเมียที่มีวิชาความรู้เลย จึงควรรับนางเป็นเมียอีกคนนั้น ก็เพื่อเป็นกำลังใจว่าผู้หญิงขี้เหร่ หากมีวิชาความรู้และรู้จักใช้เป็น ก็ใช่ว่าจะต้อง ขึ้นคาน เสมอไป และจะว่าไปแล้ว นางวาลีตั้งใจเลือกพระอภัยมณีเป็นสามี มิใช่พระอภัยมณีเลือกนางเอง แสดงว่าผู้หญิงก็มีสิทธิ์จะเลือกได้ หากต้องการ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้น และที่สุดแล้วหญิงก็ตายเพราะชาย ชายก็มักม้วยมรณ์เพราะหญิงด้วยเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อย่างที่เราเห็นเป็นข่าวทุกวันนี้
ส่วนตัวอย่างในเรื่องอื่นๆก็เช่นเดียวกัน ทำให้เราเห็นความปากหวานของชายว่า พอยามรัก ก็มักยกหญิงนั้นๆว่าให้เป็นหนึ่ง หรือความรักทำให้คนหลงมัวเมาตลอดเวลา ไม่มีสร่างเหมือนเมาเหล้า หรือจิตใจชายและหญิง ที่หวังจะให้รักเดียวใจเดียว บางทีก็ยาก และความรักเป็นสิ่งที่ตัดให้ขาดจากจิตใจยากยิ่ง อีกทั้งความรักบางครั้งก็เป็น รักต้องห้าม ที่ท่านเปรียบว่าเหมือนของหลวง คือ ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของได้
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่มีความรักทั้งหลายก็ขอให้ทุกคู่สมรักสมปรารถนาเหมือนคำกลอนของท่านที่เป็นดั่งคำอธิษฐานที่ว่า แม้ม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน แม้เกิดในใต้ฟ้าสุธาธาร ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา แม้เนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง เจ้าเป็นถ้ำอำไพขอให้พี่ เป็นราชสีห์สิงสู่เป็นคู่สอง จะติดตามทรามสงวนนวลละออง เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป (พระอภัยมณี)
เรื่องโดย...อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ทีมา: http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000081477 |
|
|
|
|
 |
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 10021
รุ่นทีู่่: 110
|
ตอบ:
Tue Aug 29, 2006 8:59 pm |
|
มติชน วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10398 หน้า 34
พระอภัยมณี พิมพ์แจกงานพระเมรุ รัชกาลที่ 4
คอลัมน์ สยามประเทศไทย
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
(จากซ้าย) ปกหน้า-หลัง หนังสือไทย เรื่องพระอะไภยมะณี ของครูสมิท
สุนทรภู่แต่งวรรณคดีการเมืองเรื่องพระอภัยมณี ขณะบวชเป็นภิกษุ จำพรรษาอยู่ที่บ้านมหากวี กุฎีสุนทรภู่ ที่วัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ ในแผ่นดินรัชกาลที่ 3 เป็นที่รู้ทั่วกันว่า มีผู้ติดตามขอคัดลอกไปอ่านกว้างขวาง ที่ต้องคัดลอกเพราะยังไม่มีเทคโนโลยีพิมพ์เผยแพร่วางขายเหมือนปัจจุบัน
ปลายแผ่นดินรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่อายุมากแล้ว ก็ลาสิกขาออกมารับราชการกับพระปิ่นเกล้าฯ ครั้นรัชกาลที่ 4 เสวยราชย์ โปรดให้แต่งเสภาพระราชพงศาวดารถวาย แสดงว่า สุนทรภู่ใกล้ชิดกับพระจอมเกล้าฯ กับพระปิ่นเกล้าฯ เป็นพิเศษมาก่อนนานแล้ว จึงได้รับพระราชทานชุบเลี้ยงในยามชราภาพ
ผมไม่เคยรู้ว่า พระอภัยมณีของสุนทรภู่ มีคนอ่านยกย่องมากน้อยขนาดไหน จนได้รับเอกสารของคุณชื่นกมล ศรีสมโภชน์ ถ่ายสำเนาจากเว็บไซต์หรืออะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จัก ส่งมาให้อ่าน ถึงรู้ว่าน่ามหัศจรรย์แท้ จะขอคัดมาลงไว้ให้แพร่หลายเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนต่อไปดังนี้
มีตรานูนรูปไข่ประจำตัว ซามูเอล เจ.สมิท เริ่มนำมาใช้ พ.ศ.2413 ด้านบนคือ S.J. Smit ด้านล่างคือ Publisher
การค้นพบครั้งสำคัญสำหรับวงการหนังสือ
ก่อนหน้านี้ หนังสืองานศพที่เก่าที่สุดที่พบในขณะนี้คือ หนังสืองานพระศพของ "พระนางเรือล่ม" พิมพ์ขึ้นในปี 2423 (จุลศักราช 1242) เป็นหนังสือแจกในงานพระเมรุพระศพสมเด็จพระนางสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ เนื้อหาเป็นหนังสือรวมบทสวดมนต์ พระสูตร และพระปริตรต่างๆ พิมพ์จำนวน 10,000 เล่ม เพื่อพระราชทานพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร
แต่นี่คือหนังสือที่เพิ่งถูกค้นพบครับ
หนังสือแจกงานพระเมรุ รัชกาลที่ 4 ปี 2411 (จุลศักราช 1230) โรงพิมพ์ครูสมิท เรื่องพระอะไภยมะณี (เขียนสมัยเก่า) พิมพ์จำนวนเพียง 120 เล่ม พิมพ์ก่อนหนังสืองานพระศพของ "พระนางเรือล่ม" ถึง 12 ปี
จึงขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นหลักฐานในการศึกษาค้นคว้าในภายหน้าครับ จากคุณ : boranbook
ร.ศ.124 คือปีที่ท่านเจ้าของคนแรกผู้รับแจกมาจากครูสมิท นำไปทำปกหนัง เดินทอง คงจะเป็นผู้มีบุญวาสนามาก และรักหนังสืออย่างเหลือเกิน
เรียกกันในหมู่นักสะสมว่า หนังสือปกสวย
ปกหนังนั้นประโยชน์โดยตรง คือปกป้องกระดาษ อายุเกือบร้อยปีได้ตลอดมา การที่ทำปกนูนนั้นใช้ไม้เนื้อแน่น น้ำหนักเบารอง เกือบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเนื้อไม้กระจาย น้ำมันออกมาซึมกระดาษด้านหลังเล็กน้อย หนังนั้นเข้าใจว่าเป็นหนังลูกวัว ทราบว่า ยังมีปกที่ทำจากหนังแกะอีกด้วย ในชุดปกสวยนี้
โปรดสังเกตว่า นางผีเสื้อสมุทรสวยงามมาก เลียนแบบมาจากยักษ์จินนี่ในนิทานของฝรั่ง ในมือซ้ายของนางผีเสื้อสมุทร คือพ่อเงือก ดิ้นอยู่ราวกับกุ้งตัวหนึ่ง น่าชมผู้วาดภาพเหลือเกิน ที่เขียนผ้านุ่งให้นางเงือกด้วย กลมกลืนและเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง นึกไปว่าครูสมิทคงกำกับการดูแลอยู่ในฐานะเอไดเตอร์
กราบครูสมิท ผู้มหัศจรรย์แห่งวงการหนังสือในสยาม จากคุณ : แสนอักษร
ที่มา: http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra04290849&day=2006/08/29 |
_________________ นึกถึงทองคำแท่ง...นึกถึง บมจ.Globlex Holding Management
ยินดีให้คำปรึกษาด้านทองคำแท่งครบวงจร 9-24 น.
Hotline: 02-672-5995
http://www.globlexholding.co.th
Office: CRC Tower, All Seasons Place 12th Fl., Wireless Road, BKK |
|
|
|
 |
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 10021
รุ่นทีู่่: 110
|
ตอบ:
Mon May 19, 2008 11:58 pm |
|
คนร้ายขโมยปี่สุนทรภู่ คามืออนุสาวรีย์เมืองแกลง [19 พ.ค. 51 - 21:04]
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (19 พ.ค.) ตำรวจ สภ.กล่ำ อ.แกลง จ.ระยอง เข้าตรวจสอบความเสียหายบริเวณอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ริมถนนแกลง-แหลมแม่พิมพ์ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง หลังได้รับแจ้งเหตุคนร้ายขโมยปี่จากอนุสาวรีย์ดังกล่าว พบร่อง รอยคนร้ายใช้ของแข็งกะเทาะนำปี่จากมือของรูปปั้นพระอภัยมณีออกไป
สอบสวนนายจาย กสิกรรม อายุ 75 ปี ผู้ดูแลอนุสาวรีย์สุนทรภู่ ทราบว่า คนร้ายน่าจะเป็นแก๊งลักทรัพย์และลงมือตั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา เพราะวานนี้ (18 พ.ค.) ยังพบปี่อยู่ตามปกติ ประกอบกับอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไม่มีเวรยามดูแล จึงเป็นช่องทางให้แก๊งมิจฉาชีพก่อเหตุได้ง่าย
สำหรับอนุสาวรีย์สุนทรภู่สถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อเสียงแห่งของ จ.ระยอง โดยแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวมาพักผ่อนและกราบไหว้อนุสาวรีย์สุนทรภู่อยู่ตลอดเวลา ถูกก่อสร้างขึ้นโดยกรมศิลปากร เมื่อปี พ.ศ. 2513 ส่วนปี่ที่หายไปนั้น เป็นโลหะทองเหลือง ยาวประมาณ 20 นิ้ว
ที่มา: http://thairath.com/online.php?section=newsthairathonline&content=90375 |
_________________ นึกถึงทองคำแท่ง...นึกถึง บมจ.Globlex Holding Management
ยินดีให้คำปรึกษาด้านทองคำแท่งครบวงจร 9-24 น.
Hotline: 02-672-5995
http://www.globlexholding.co.th
Office: CRC Tower, All Seasons Place 12th Fl., Wireless Road, BKK |
|
|
|
 |
|
|