------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - กู้ดอกตํ่า0%-ฝาก4%
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » FYI
ผู้ส่ง ข้อความ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 11, 2006 12:38 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ออมสินรีแบรนด์เงินฝากระยะยาว - 11/5/2549
ออมสินชิงเงินฝาก-งัดทีเด็ดหวยใหม่รางวัลที่1หมุน2ครั้ง
++ ปรับโฉม “สงเคราะห์ชีวิต” รุกประกัน


ธนาคารออมสินปรับโฉมบริการเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัว เป็น “GSB LIFE” ชิงเงินฝากระยะยาว 5 รูปแบบ สนองความต้องการลูกค้า พร้อมเปิดตัวในงาน Money Expo 2006

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส เปิดเผยว่า ในปัจจุบันประชาชนเล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์จากการออมเงินในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการออม และรู้จักเลือกรูปแบบการออมเงินมากยิ่งขึ้น ธนาคารออมสิน ในฐานะสถาบันการเงิน ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการออมมาโดยตลอด ครั้งนี้ธนาคารออมสินนำเสนอบริการเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวรูปแบบใหม่ 5 รูปแบบ ภายใต้แนวคิด GSB LIFE เงินฝากคุ้มครองชีวิตเพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินระยะยาว ด้วยรูปแบบการออมเงินที่หลากหลายและเหมาะสมกับทุกช่วงชีวิตของลูกค้า

โดย GSB LIFE เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบมีกรมธรรม์คุ้มครองชีวิต ซึ่งพัฒนาขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวที่มีอยู่เดิม โดยได้เพิ่มรูปแบบ ข้อเสนอ และสิทธิประโยชน์จากการฝากเงินให้มีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งมี 5 รูปแบบด้วยกัน คือ ออมสินอุ่นใจ, ออมสินคุ้มนิรันดร์, ออมสินคู่ขวัญ, ออมสินเพิ่มทรัพย์ 170 และ ออมสินเพิ่มทรัพย์ 200 โดยแต่ละรูปแบบจะมีคุณสมบัติโดดเด่นแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบการออมเงิน พร้อมรับกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

“ถ้าย้อนไปกว่า 70 ปี ออมสินมีเงินฝากแบบสงเคราะห์ชีวิต ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการประกัน แต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่ก็มีปริมาณกรมธรรม์อยู่ถึง 800,000 ฉบับ มีเบี้ยประกันสะสมถึง 30,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามส่วนหนึ่งยอมรับว่าอาจจไม่ทันสมัย หรือมีรูปแบบไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ ดังนั้นออมสินจึงได้ทำการศึกษารูปแบบใหม่ให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการลูกค้าในแต่ละกลุ่มได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ออมสินคู่ขวัญ เหมาะสำหรับพ่อ/แม่ที่ต้องการวางหลักประกันการศึกษาในอนาคตให้กับบุตร เพราะให้ความคุ้มครองชีวิตทั้งพ่อ/แม่และบุตรในกรมธรรม์เดียวกัน และยังได้มอบเงินร้อยละ 2 ของวงเงินประกัน เป็นของขวัญวันเกิดให้กับบุตรทุกปีด้วย ขณะที่ ออมสินอุ่นใจ เหมาะกับคนทำงานที่ต้องการทั้งเงินปันผล เงินบำนาญ และการคุ้มครองชีวิต ซึ่งจะได้รับเงินปันผลร้อยละ 10 ของวงเงินประกันในทุกๆ 3 ปี และเมื่อครบอายุกรมธรรม์จะได้รับเงินบำนาญต่ออีก 10 ปี ด้าน ออมสินคุ้มนิรันดร์ เหมาะสำหรับผู้มีรายได้ค่อนข้างสูง ที่ต้องการออมเงินและการหักลดหย่อนภาษีไปพร้อมกัน และยังได้รับเงินปันผลร้อยละ 15 ของวงเงินประกันตั้งแต่สิ้นรอบปีที่ 1

ส่วนอีก 2 รูปแบบ คือ ออมสินเพิ่มทรัพย์ 170 และ ออมสินเพิ่มทรัพย์ 200 เหมาะสำหรับคนทำงานที่ยังมีรายได้ ไม่สูงมากนักและต้องการได้เงินปันผลคืนเร็ว เพราะจะได้รับเงินปันผลร้อยละ 8 ในทุกๆ 2 ปี และเมื่อครบอายุ ก็ยังมีเงินโบนัสให้ด้วย ทั้งนี้ ออมสินเพิ่มทรัพย์ 170 กำหนดการส่งเงินฝากเพียง 9 ปี แต่ให้ความคุ้มครอง 15 ปี และได้โบนัสร้อยละ 14 ขณะที่ออมสินเพิ่มทรัพย์ 200 กำหนดส่งเงินฝาก 15 ปี ในระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี และให้โบนัสร้อยละ 44

“GSB LIFE หรือการฝากเงินแบบมีกรมธรรม์คุ้มครองชีวิต นับเป็นการออมเงินที่ชาญฉลาดอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งผู้ฝากจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า ทั้งการออมเงินระยะยาว เงินปันผล เงินบำนาญ เงินโบนัส และการคุ้มครองชีวิต ที่สำคัญธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ มีความมั่นคงเป็นหลักประกันการคุ้มครองวงเงินประกันและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ฝากได้เป็นอย่างดี โดยธนาคารออมสินจะทำการเปิดตัว GSB LIFE 5 รูปแบบใหม่ เป็นครั้งแรกในงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2006 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค.2549 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากลูกค้าและผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารออมสิน ทุกสาขา หรือ Call Center 1115”

ออมสินชิงเงินฝาก-งัดทีเด็ดหวยใหม่รางวัลที่1หมุน2ครั้ง

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส เปิดเผยว่า ในงานมหกรรมการเงินครั้งที่ 6 หรือ มันนี่ เอ็กซ์โป 2006 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค.2549 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ธนาคารออมสินได้เตรียมผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ คือเปิดรับฝากสลากออมสินพิเศษ งวดใหม่ งวดที่ 31 ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึงหน่วยละ 4.25 บาท พร้อมปรับเปลี่ยนการหมุนรางวัลที่ 1 มูลค่าเงินรางวัล 10 ล้านบาท เพิ่มเป็น 2 ครั้ง เพื่อเป็นการกระจายโอกาสในการลุ้นถูกรางวัลที่ 1 ให้กับผู้ซื้อสลากมากยิ่งขึ้น

"สลากออมสินพิเศษ งวดที่ 31 วงเงิน 20,000 ล้านบาท ราคาหน่วยละ 50 บาท อายุสลาก 3 ปี เมื่อฝากจนครบอายุจะได้รับผลตอบแทนหน่วยละ 4.25 บาท หรือได้รับเงินฝากคืนบวกผลตอบแทนเท่ากับหน่วยละ 54.25 บาท โดยถ้าฝากตั้งแต่ 10,000 หน่วย หรือ 500,000 บาท จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพราะมีโอกาสถูกรางวัลเลขท้าย 4 ตัวทุกงวด โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 3.52% ต่อปี แต่ถ้าฝากตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีโอกาสถูกรางวัลเลขท้าย 4 ตัว และ รางวัลเลขท้าย 5 ตัวทุกงวด โดยได้รับผลตอบแทนสูงถึง 3.67% ต่อปี" นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเงินฝากหลากหลายรูปแบบ ที่ให้ผลตอบแทนแตกต่างกันไป แต่จุดเด่นของสลากออมสินพิเศษคือผลตอบแทนที่คุ้มค่าทั้งในด้านผลตอบแทนเมื่อครบอายุการฝาก และการลุ้นโชคจากการออกรางวัลสลากออมสินพิเศษทุกวันที่ 20 ของเดือนจนครบอายุสลาก รวม 35 ครั้ง ยังไม่รวมรางวัลอื่นอีกกว่า 757,000 รางวัล รวมมูลค่ามากกว่า 210 ล้านบาท ในทุกๆ เดือน และยังใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้อีกด้วย จึงคิดว่าผู้รักการออมและชอบเสี่ยงโชคไม่ควรพลาดสลากออกพิเศษในงวดนี้

นายจงเจตน์ บุญเกิด รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ธพว. ออกมาตรการผ่อนปรนอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ต้องการจัดตั้งหรือขยายกิจการ ที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร ทั้งที่เป็นลูกค้าใหม่ และลูกค้าเดิมที่ขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มโดยคิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เท่ากับเอ็มแอลอาร์ ของสินเชื่อแต่ละประเภทไม่มีบวกเพิ่มเติม ตั้งวงเงินเพื่อช่วยเหลือไว้จำนวน 3,000 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาดำเนินการ รับคำขอสินเชื่อใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.-30 มิ.ย.นี้ และอนุมัติสินเชื่อแล้วเสร็จภายในปี 2549 พร้อมเปิดตัวในงานมันนี่ เอ็กซ์โป 2006 วันที่ 11 พ.ค.นี้ และศูนย์ธุรกิจธพว. ทั่วประเทศ

ที่มา:
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=137196
http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03eco03110549&day=2006/05/11&show=1
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Thu May 11, 2006 12:58 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ธอส.จ่าย6.5%เปิดศึกแย่งเงินฝาก

จูงใจเฉพาะมันนี่เอ็กซโป

นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ในงานมหกรรมการเงินมันนี่ เอ็กซโป 2006 ระหว่างวันที่ 11-14 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ธนาคารได้ปรับกลยุทธ์ภายใต้แนวคิด เงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยธนาคารจะเปิดให้บริการเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ ดอกเบี้ยสูงถึง 3% เงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 5%เงินฝากประจำ 6 เดือน ดอกเบี้ย 5.25% เงินฝากประจำตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ดอกเบี้ย 5.50% โดยกำหนดวงเงินฝากขั้นต่ำเพียง 10,000 บาท จ่ายดอกเบี้ยให้ทุกเดือนสำหรับเงินฝากประจำ 6 เดือนขึ้นไป

นายขรรค์กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 6.50% สำหรับเงินฝากประจำสินเคหะที่ได้รับการยกเว้นภาษี โดยลูกค้าต้องฝากเงินเป็นประจำเท่ากันทุกเดือนต่อเนื่อง 24 เดือน จำนวนเงินขั้นต่ำเดือนละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท เมื่อครบกำหนดจะได้รับดอกเบี้ย 5.50% และโบนัสพิเศษเพิ่มอีก 1% เป็น 6.50% สำหรับลูกค้าที่มีประวัติการฝากเงินเป็นประจำสม่ำเสมอตามเงื่อนไขของธนาคาร

ทั้งนี้ หลังจากงานมันนี่ เอ็กซโป ธนาคารเตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน ลงอีก 0.50% เหลือ 4.50% โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส กล่าวว่า ในงานเดียวกันนี้ ออมสินจะเปิดตัวบริการเงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวรูปแบบใหม่ 5 รูปแบบ ภายใต้แนวคิด GSB LIFE เงินฝากคุ้มครองชีวิตเพื่อเพิ่มทางเลือกในการออมเงินระยะยาว เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากแบบมีกรมธรรม์คุ้มครองชีวิต ซึ่งพัฒนาขึ้นจากผลิตภัณฑ์ เงินฝากสงเคราะห์ชีวิตและครอบครัวที่มีอยู่เดิม โดยเพิ่มรูปแบบ ข้อเสนอ และสิทธิประโยชน์จากการฝากเงินให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ทั้งนี้ ประกอบด้วย ออมสินอุ่นใจ ออมสินคุ้มนิรันดร์ ออมสินคู่ขวัญ ออมสินเพิ่มทรัพย์ 170 และออมสินเพิ่มทรัพย์ 200 โดยแต่ละรูปแบบจะมีคุณสมบัติโดดเด่นแตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกรูปแบบการออมเงิน พร้อมรับกรมธรรม์คุ้มครองชีวิตได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด

ที่มา:
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01eco05110549&day=2006/05/11
http://www.banmuang.co.th/economic.asp?id=79643
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri May 12, 2006 3:51 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top



ตีฆ้องเปิดมหกรรมทางการเงิน!


นายสันติ วิริยะรังสฤษฏ์ ประธานจัดงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 6 หรือ Money Expo 2006 กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของผู้จัดงาน คือ วารสารการเงินธนาคารและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และส่วนของผู้เข้าร่วมแสดงในงานรวม 140 แห่ง มีความพร้อมที่จะนำเสนอบริการทั้งในตลาดเงิน และตลาดทุน, ตลาด SMEs ให้กับลูกค้าและประชาชนผู้เข้าร่วมงานอย่างเต็มที่ โดยงานดังกล่าวมีตั้งแต่วันที่ 11-14 พ.ค. 49 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยงาน Money Expo 2006 ได้มีแนวคิดหลักของการจัดงานปีนี้คือ “ชีวิตหลากสีสัน : The Colors of Life” ซึ่งจะสามารถสร้างโอกาสให้ประชาชนผู้เข้าชมงานตัดสินใจเลือกสินค้า และบริการที่ตรงกับความต้องการและประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการบริการทางการเงินของธนาคารและสถาบันการเงินทุกรูปแบบตั้งแต่สินเชื่อบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อที่อยู่อาศัย การลงทุนในหลักทรัพย์ การลงทุนในกองทุนรวม รวมถึงการแสดงนิทรรศการ และการสัมมนาเรื่องตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบริษัทในเครือ เพื่อให้ความรู้ด้านการบริหารเงินและการลงทุน.

แบงก์ตะลุมบอนแข่งเดือด เปิดมันนี่เอ็กซ์โป กระหึ่มศูนย์ประชุมสิริกิติ์


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. วานนี้ (11 พ.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานมหกรรมการเงิน ครั้งที่ 6 หรือ “Money Expo 2006” ภายใต้แนวคิดชีวิตหลากสีสัน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 พ.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยวารสารการเงินธนาคารร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย





โดยนายสมคิดกล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คนไทยหวั่นไหวต่อสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่แน่นอน และมีความแตกต่างทางความคิดสูง ประกอบกับภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 70 ดอลลาร์ สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้คนไทยวิตกกังวลมากขึ้น แต่ยืนยันได้ว่าประเทศ ไทยยังคงมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ฐานะการเงินการคลังที่ดี โดยมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้น จึงขอให้คนไทยเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยและขอให้ทุกคนมีความรักสามัคคีซึ่งกันและกัน เกื้อกูลกัน อย่าได้ฉวยโอกาส ประเทศไทยจะไปรอด





ส่วนปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อ กระทรวงพาณิชย์จะดูแลโดยได้มีการจัดขายสินค้าราคาถูกเพื่อแบ่งเบาภาระปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยอยู่ที่ 6% แม้ว่าราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นเงินเฟ้ออยู่ระดับ 8-9%





ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานมันนี่เอ็กซ์โปในครั้งนี้ ทั้งธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (นอนแบงก์) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ต่างก็มีการแข่งขันเสนอเงื่อนไขที่พิเศษทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำและค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 0% ใน 2 เดือนแรก สินเชื่อบุคคล 0% ใน 5 เดือนแรก เป็นต้น





โดยธนาคารกรุงไทยได้เปิดตัวโครงการพิเศษ “สินเชื่อกรุงไทยธนวัฏธงฟ้ามหาชน” ในงานมันนี่เอ็กซ์โป เพื่อให้ลูกค้ากู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำพิเศษเป็นระยะเวลา 3 เดือนหลังได้รับอนุมัติจากธนาคาร โดยลดจากดอกเบี้ยสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏปกติถึง 3% คือคิดในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าทั่วไป (เอ็มอาร์อาร์) บวก 0.50% หรือเท่ากับ 8.50% โดยสามารถยื่นขอกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. ถึง 15 ส.ค.นี้ ที่สาขาของธนาคารทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งเชื่อว่าสินเชื่อนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนชั่วคราวให้กับประชาชนโดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) นำผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ย 6.50% เป็นเงินฝากปลอดภาษี เงื่อนไขรับฝากทุกเดือนในอัตราเท่ากัน ระหว่าง 1,000-25,000 บาท ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝาก 3 เดือน ดอกเบี้ย 5% นำมาให้บริการภายในงาน โดยดอกเบี้ย 5% จะเปิดรับจนถึงวันที่ 15 พ.ค. และในวันที่ 16 จะปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 0.50% เหลือ 4.50% ปรากฏว่าภายในงานได้มีลูกค้ารายหนึ่งนำแคสเชียร์เช็ค 74 ล้านบาท มาเปิดบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน ดอกเบี้ย 5%





ธนาคารกรุงศรีอยุธยาเปิดตัวเงินกู้กรุงศรี ไมโค เอสเอ็มอี ซึ่งเป็นสินเชื่อที่ไม่ต้องใช้ หลักทรัพย์ค้ำประกัน ธนาคารนครหลวงไทย นำสินเชื่อเคหะ ปล่อยกู้วงเงินสูงสุดถึง 90% ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมให้บริการบัตรเครดิต อนุมัติวงเงินเร็วภายใน 1 ชั่วโมง และกดเงินได้ทันที ธนาคารไทยพาณิชย์นำบัตรเครดิต มาพร้อมกับโปรโมชั่น “SCB ดีจัง” ผ่อนสินค้าราคาพิเศษดอกเบี้ย 0% และสินเชื่อเคหะ ปลอดการผ่อน 100 วัน.

"ธอส.-ธนชาต"คว้าแชมป์ดึงลูกค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศงานมหกรรมการงาน หรือมันนี่ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 6 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแรกว่า มีผู้ให้ความสนใจมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยบู๊ธที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ บู๊ธของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่เปิดบริการเงินฝากปลอดภาษีเป็นระยะเวลา 24 เดือน อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 6.5% ซึ่งมีผู้มาขอเปิดบัญชีกว่า 154 ราย คิดเป็นยอดเงินรวม 100 ล้านบาท ทำให้ ธอส.ต้องปิดรับการฝากเงินสำหรับวันแรกตั้งแต่เวลา 16.30 น. เนื่องจากมีผู้มาขอเปิดบัญชีมากจนทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่สามารถรองรับได้ และมีเอกสารคำขอเปิดบัญชีรอคิวอยู่มากกว่า 50 ราย ส่วนสินเชื่อนั้นมีผู้มายื่นคำขออนุมัติจำนวน 125 ราย คิดเป็นวงเงินรวม 450 ล้านบาท

ส่วนบู๊ธของธนาคารธนชาต ที่นำโปรโมชั่นแจกตั๋วเครื่องบินไปกลับพร้อมที่พักกรุงเทพฯ-ฮ่องกง และกรุงเทพฯ-ซิดนีย์ สำหรับลูกค้า 50 คนแรกที่เปิดบัญชีฝากประจำพิเศษ 9 เดือน วงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีลูกค้ามารอคิวเพื่อเปิดบัญชีตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิดงาน และแจกตั๋วเครื่องบินหมดภายในเวลา 2 ชั่วโมง มียอดเงินฝากสำหรับบัญชีดังกล่าวทั้งสิ้น 300 ล้านบาท

ด้านธนาคารไทยธนาคาร มีการแจกตุ๊กตาหมีสำหรับลูกค้าที่สมัครใช้บริการสินเชื่อ "เพอร์ซันนัล แคช" (Personal Cash) ทำให้มีลูกค้ามายืนรอจำนวนมาก โดยทางธนาคารเตรียมตุ๊กตามาเพื่อรองรับการสมัครในวันที่ 11 พฤษภาคม จำนวน 1,000 ตัว แต่ไม่เพียงพอสำหรับความต้องการของลูกค้า จึงต้องไปนำตุ๊กตามาเพิ่มอีก 1,000 ตัว ส่วนธนาคารออมสินได้นำสลากออกสินมาจำหน่ายในงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนไม่แพ้กัน โดยมีลูกค้ามาซื้อสลากจำนวน 420 ราย และสามารถจำหน่ายได้ 1.2 ล้านหน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 60 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการให้บริการสินเชื่อนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่ให้ความสนใจบู๊ธของธนาคารที่เสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบพิเศษ เช่น ธนาคารกสิกรไทย โดยมีลูกค้าขอสินเชื่อเอสเอ็มอี 532.1 ล้านบาท สินเชื่อที่อยู่อาศัย 372.6 ล้านบาท และมีผู้สมัครบัตรเครดิต 357 ใบ ส่วนธนาคารกรุงศรีอยุธยามียอดการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี 370 ล้านบาท และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 950 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีการนำดารา นักแสดงจากช่อง 7 สีมาเรียกความสนใจจากประชาชนได้เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าบู๊ธของธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่งได้รับความสนใจจากประชาชนไม่มากนัก

ที่มา:
http://www.thairath.com/news.php?section=economic&content=5644
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01eco04120549&day=2006/05/12
http://www.thairath.com/news.php?section=economic&content=4107
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri May 12, 2006 9:39 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

คม-ชัด-ลึก วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2549

คาดดอกเบี้ยฝากสูงสุด6% ดันสู้พันธบัตรรัฐ-"สมคิด"เชื่อธปท.รับมือได้

ผู้บริหารแบงก์เชื่อดอกเบี้ยฝากประจำมีโอกาสขึ้นอีก ชี้ค่าเฉลี่ย 6-6.5% หลังแบงก์ดิ้นรักษาฐานเงินฝาก เพิ่มผลตอบแทนสู้พันธบัตรรัฐบาล ขณะที่แบงก์ชาติขยับดอกเบี้ยนโยบายอีกรอบแน่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% มาอยู่ที่ระดับ 5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ว่า ยังคงเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะดูแลระดับอัตราดอกเบี้ยในประเทศให้เหมาะสมได้ ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่าการบริโภคที่ชะลอตัวในขณะนี้ยังไม่น่าวิตก แม้ว่าราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงก็ตาม

"ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณว่ารายได้กระทบ และผู้คนหวั่นไหวเรื่องการบริโภค ตรงนี้ยังยืนยันว่าฐานะการเงินการคลังของเรายังแน่นหนา ขณะที่การบริโภคก็ยังไม่ได้ปรับตัวลดลง จากที่สอบถามผู้ประกอบการภาคเอกชนก็ยืนยันว่ารายได้ยังไปได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือ จะต้องมีความเชื่อมั่นให้มากกว่านี้" นายสมคิด กล่าว

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์มองว่า สภาพคล่องในระบบขณะนี้ยังมีส่วนเกินอยู่ ซึ่งธนาคารจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อรักษาฐานลูกค้า หลังจากพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังงวดล่าสุด อายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนที่ระดับ 6.15% เช่นเดียวกับผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ ที่คาดว่า ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25%

คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า คาดว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีแบบมีระยะเวลา หรือเอ็มแอลอาร์ จะสูงสุดที่ 8.5% จากระดับ 7.5% ในปัจจุบัน ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะปรับขึ้นได้อีกเล็กน้อย ประมาณ 0.25-0.5% โดยดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือนจะอยู่ในราว 3.5-4.25%

เช่นเดียวกับ นางชาลอต โทณวณิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคาดว่าดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ไม่น่าจะสูงเกินกว่า 8.5% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะอยู่ที่ประมาณ 5.5-6.0%

ขณะที่ นายเดชา ตุลานันท์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เชื่อว่า เมื่อเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ธปท.คงจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายด้วย และธนาคารพาณิชย์ก็คงจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมา เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์สูงสุดจะอยู่ที่ 8.5-9.0% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3-6 เดือน ควรอยู่ที่ประมาณ 6.0-6.5% เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์จะปรับขึ้นได้อีกประมาณ 0.5% แต่ยังไม่สามารถประเมินเวลาในการปรับขึ้นได้

กองทุนทองตีปีกรับราคาพุ่งดันผลตอบแทนกระฉูด 22%

บลจ.ทหารไทยโหมกระแสกองทุนทองคำ หวังยอดขาย 200 ล้านเกลี้ยง หลังราคาทองคำพุ่งกระฉูด เผยผลตอบแทนลงทุนกว่า 22.5% แล้ว

ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสร้างสถิติสูงที่สุดใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม โดยราคาขายทองคำแท่งอยู่ที่บาทละ 12,750 บาท และทองรูปพรรณ อยู่ที่บาทละ 13,150 บาทนั้น ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทหารไทย เตรียมจะกระตุ้นกองทุนที่ลงทุนในทองคำอีกครั้งหนึ่ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า บริษัทเตรียมนำกองทุนเปิดทหารไทยโกลด์ฟันด์ ซึ่งมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศโดยเน้นลงทุนในกองทุนทองคำสตรีทแทรคส์ โกลด์ ทรัสต์ มาแนะนำกับนักลงทุนอีกครั้งเพื่อกระตุ้นยอดขายที่คงเหลืออีกเพียง 200 ล้านบาท

โดยบริษัทมียอดขายกองทุนทองคำไปแล้วประมาณ 1 พันล้านบาท จากมูลค่ากองทุน 1.2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันผู้ถือหน่วยที่ลงทุนในกองทุนทองคำตั้งแต่บริษัทเปิดขายครั้งแรกในเดือนธันวาคม ปี 2548 จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ได้รับผลตอบแทนแล้วประมาณ 22.5%

"แม้ว่าราคาทองคำในตลาดโลกจะสูงขึ้นถึง 680 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าราคาทองคำจะขึ้นไปถึงเท่าไร แต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาสถิติราคาทองคำเพิ่มจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในทองคำจึงถือเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่สามารถกระจายความเสี่ยง ซึ่งควรเป็นการลงทุนระยะยาวโดยไม่ควรเก็งกำไรระยะสั้น" นางโชติกา กล่าว

แบงก์แห่ทบทวนเป้าสินเชื่อ เชื่อมือ ธปท.ดูแลดอกเบี้ย-ส่อเค้าตรึงออมทรัพย์

แบงก์พาณิชย์เตรียมประเมินเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ ระบุเดือนมิถุนายนทบทวนตัวเลขแน่ ด้าน "สมคิด" มั่นใจ ธปท.ดูแลไหว ย้ำการบริโภคยังไม่มีปัญหา ขณะที่นายแบงก์เชื่อดอกเบี้ยขยับขึ้นอีก แต่ตรึงออมทรัพย์ไว้ก่อน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50% มาอยู่ที่ระดับ 5% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปีว่า ยังคงเชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังจะดูแลระดับอัตราดอกเบี้ยในประเทศให้เหมาะสมได้ โดยขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่า การบริโภคที่ชะลอตัวในขณะนี้ยังไม่น่าวิตก แม้ว่าราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงก็ตาม

นายสมคิด ยังระบุว่า ขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย และมองว่า ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ยังไม่ได้บั่นทอนการบริโภคภายในประเทศ อีกทั้งฐานะการคลังของไทยยังอยู่ในขั้นที่ดีไม่มีปัญหา และมั่นใจว่าสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายแล้ว และเศรษฐกิจก็ยังเดินหน้าต่อไปได้

"ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณว่ารายได้กระทบ และผู้คนหวั่นไหวเรื่องการบริโภค ตรงนี้ยังยืนยันว่า ฐานะการเงินการคลังของเรายังแน่นหนา ขณะที่การบริโภคก็ยังไม่ได้ปรับตัวลดลง จากที่สอบถามผู้ประกอบการภาคเอกชนก็ยืนยันว่ารายได้ยังไปได้ดี แต่สิ่งที่สำคัญคือจะต้องมีความเชื่อมั่นให้มากกว่านี้" นายสมคิดกล่าว

ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า ในปี 2549 ธนาคารคาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าจำนวน 4-5 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4-5% ในไตรมาสแรกสามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

ส่วนการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นนั้น นายชาติศิริ กล่าวว่า จะพิจารณาจากการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธปท. เป็นหลัก

ด้านนายเดชา ตุลานันท์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ดอกเบี้ยมีทิศทางปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดีแบบมีระยะเวลาหรือเอ็มแอลอาร์ทั้งระบบไม่น่าจะปรับขึ้นเกิน 8.5-9% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน และ 6 เดือนทั้งระบบ ไม่น่าจะปรับเกิน 6-6.5%

อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน และ 6 เดือนปรับขึ้นไปเกิน 6.5% อาจส่งผลให้ธนาคารต้องปรับอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ขึ้นตามไปด้วยแต่คงปรับขึ้นอีกไม่เกิน 0.50% เพื่อรักษาส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไว้

ขณะที่นางชาลอต โทณวณิก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า จะมีการทบทวนเป้าหมายสินเชื่อใหม่ในเดือนมิถุนายนนี้ แต่ในเบื้องต้นยังคงมั่นใจว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ตามเป้าที่ 3.6 หมื่นล้านบาท

ที่มา:
http://www.komchadluek.net/news/2006/05-12/eco-20610998.html
http://www.komchadluek.net/news/2006/05-12/eco-20608630.html
http://www.komchadluek.net/news/2006/05-12/eco-20608384.html
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed May 17, 2006 3:59 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

คลังสั่งแบงก์รัฐตรึงดอกส่งสัญญาณเบรกแบงก์ชาติพา ศก.พัง

คลังส่อแววงัดข้อแบงก์ชาติ ส่งสัญญาณเบรกนโยบายดอกเบี้ยสูง สั่ง 4 แบงก์รัฐตรึงดอกเบี้ยลดภาระความเดือดร้อนลูกค้า ด้าน ออมสิน-ธ.ก.ส.-ธอส.-ธสน. เด้งรับทันควัน ประกาศยืนดอกกู้ไว้ที่ระดับเดิม หวังช่วยประคับประคองระบบเศรษฐกิจไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า เมื่อวันที่ 16 พ.ค.49 ผู้แทนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ได้ร่วมกันแถลงมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ประกอบการส่งออกรายย่อยจากภาระค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในระยะที่ผ่านมา
โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจแต่ละแห่งเตรียมมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าเป็นการเฉพาะหน้า โดยธนาคารออมสินจะยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนไว้ในระดับเดิมต่อไป เพื่อบรรเทาภาระแก่ลูกหนี้ปัจจุบันของธนาคารออมสินที่มีอยู่กว่า 360,000 ราย รวมถึงลูกหนี้รายใหม่ที่คาดว่าจะมาขอรับสินเชื่ออีกประมาณ 120,000 ราย ภายในสิ้นปี 2549
ด้าน ธอส.ยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเอื้ออาทรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไปจนถึง 30 ก.ย.49 ปีที่ 1 คิดอัตราดอกเบี้ย 5.5% ปีที่ 2 คิด 6.0% ปีที่ 3 คิด 6.5% และปีต่อๆ ไป MRR-0.5% ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบรรเทาภาระดอกเบี้ยของผู้มีรายได้น้อยที่ประสงค์จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในโครงการสินเชื่อบ้านเอื้ออาทร ที่คาดว่าจะมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับอัตราดอกเบี้ยเดิม จำนวนประมาณ 21,000 ราย วงเงินประมาณ 8,300 ล้านบาท
วันเดียวกัน ธอส.ยังได้ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินฝากใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค.49 โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากส่วนใหญ่ยังกำหนดไว้ในอัตราเดิม นอกจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน ปรับลดจาก 5% ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 24 เม.ย.49 เหลือ 4.5% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากกระแสรายวันอยู่ที่ 0.25% เงินฝากออมทรัพย์ 1% เงินฝากออมทรัพย์พิเศษ 3% เงินฝากประจำ 6 เดือน 5.25% เงินฝากประจำ 12 เดือน 24 เดือน 36 เดือน และ 60 เดือน 5.5% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำสินเคหะกำหนดไว้ 5.5% แต่หากฝากครบ 2 ปี จะบวกเพิ่มอีก 1% เป็น 6.5%
ขณะที่ ธ.ก.ส. คงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระดับปัจจุบันของ ธ.ก.ส. ออกไปจนถึงวันที่ 30 ก.ย.49 ส่วน ธสน.จะจัดสรรวงเงินสินเชื่อแก่ผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกต่อไป โดยจัดให้มีโครงการบริการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน (Prime Rate-0.5 ต่อปี) แยกเป็น 2 กรณี คือ กรณีผู้ส่งออกที่มียอดส่งออกในรอบปี 2548 ไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และสำหรับผู้ส่งออกที่มียอดส่งออกในรอบปี 2548 เกินกว่า 50 ล้านบาท จะได้รับวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และผู้ส่งออกรายย่อยในภาวะดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้นโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง กำลังสวนทางกัน โดย ธปท.ต้องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของ ธปท. จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน (อาร์พี 14 วัน) ในการประชุมวันที่ 7 มิ.ย.49 หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เมื่อวันที่ 10 พ.ค. ทำให้ดอกเบี้ยขยับมาอยู่ที่ 5% ขณะที่กระทรวงการคลังเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศอยู่ในระดับที่สูงเกินไป หากปรับขึ้นไปอีกก็มีส่วนสร้างภาระให้กับลูกค้าเงินกู้ เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวใน 4 ธนาคารของรัฐที่ออกมาตรึงอัตราดอกเบี้ยสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างความคิดของ ธปท. และกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน
นางนิตยา พิบูลย์รัตนกิจ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แม้จะอ่อนค่าลงในวันที่ 16 พ.ค.49 ที่ระดับ 38.37 เนื่องจากการทำกำไร ด้วยการซื้อดอลลาร์กลับในตลาดต่างประเทศ แต่ในช่วงท้ายตลาดเงินบาทฟื้นตัวขึ้นมาที่ 38.10/20 ซึ่งยังถือได้ว่าแข็งค่าเมื่อเทียบกับต้นปี และ ธปท.ยังไม่พบเงินไหลออกที่ผิดปกติแต่อย่างใด

4แบงก์กัดฟันขึงดอกเบี้ยกู้ +ทำใจรายได้ปี49หด/ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ส่งออกรายย่อยรับอานิสงส์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2114 18 พ.ค. - 20 พ.ค. 2549

4 แบงก์เฉพาะกิจสนองนโยบายทางการ ออกมาตรการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้ผู้มีรายได้น้อยเกษตรกร และผู้ส่งออกรายย่อย ออมสินตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ 4 โครงการถึงสิ้นปี 49 ธอส. คงดอกเบี้ยเงินกู้บ้านเอื้ออาทรถึง 30 ก.ย. เช่นเดียวกับธ.ก.ส.คิดดอกเบี้ยเกษตรกรต่ำสุดที่เอ็มอาร์อาร์ ส่วนเอ็กซิมแบงก์ออกบริการสินเชื่อพิเศษช่วยผู้ส่งออก คิดดอกเบี้ยผ่อนปรนลบอีก 0.50% ต่อปี ทำใจรายได้ปี 49 หด


สืบเนื่องจากที่ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้เสนอข่าว"ตรึงดอกเบี้ยเงินกู้1ปี"ตีพิมพ์ในฉบับที่ 2,112 วันที่ 11-13 พฤษภาคม 2549 โดยมีเนื้อหาระบุถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กระทรวงการคลังจะนำเสนอต่อ


ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 9 พ.ค. และหนึ่งในมาตรการดังกล่าวที่ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้นำเสนอไปแล้วคือ การขอความร่วมมือจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ในการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย


ต่อกรณีดังกล่าว ดร.นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า


เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้แทนสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 4แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน


ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) ได้ร่วมกันออกมาตรการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ส่งออกรายย่อย จากภาระค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยที่สูง


นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารออมสินจะยังคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อยไว้ในระดับปัจจุบัน จนถึงสิ้นปี 2549 ได้แก่ สินเชื่อในโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อโครงการปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชน สินเชื่อโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน


และสินเชื่อโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ทำร่วมกับธอส. โดยปัจจุบันมีลูกค้าที่อยู่ในข่ายโครงการสินเชื่อดังกล่าวประมาณ360,000 ราย และภายในสิ้นปี 2549 นี้ คาดว่าจะมีลูกหนี้รายใหม่เข้ามาขอรับสินเชื่อในส่วนนี้อีกประมาณ 120,000 ราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 10,000 ล้านบาท


"ออมสินไม่ได้ถือว่าการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวเป็นการสูญเสียรายได้แต่อย่างใด


เนื่องจากถือเป็นแนวนโยบายของออมสินที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับนี้ไว้อยู่แล้ว เพราะถือเป็นลูกค้าผู้กู้รายย่อยของออมสินที่ควรให้การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ" นายวรวิทย์กล่าว


นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่าธอส.จะคงอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านบ้านเอื้ออาทรที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2549 หลังจากนั้นจะพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


ว่าจะยืดระยะเวลาการตรึงอัตราดอกเบี้ยต่อหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระดอกเบี้ยของผู้มีรายได้น้อยที่ประสงค์จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองคาดว่าจะมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับอัตราดอกเบี้ยเดิมประมาณ21,000 ราย จากทั้ง 12 โครงการ คิดเป็นวงเงิน 8,300ล้านบาท


"ขณะนี้เราต้องรอให้ทางการเคหะแห่งชาติไปดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จก่อนหลังจากนั้นก็สามารถมาขอสินเชื่อกับธอส. ซึ่งจะได้รับการอนุมัติหลังจากนั้นประมาณ 5 วันโดยขณะนี้มีโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ8,000-10,000 หน่วย มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท"นายขรรค์กล่าว


ทั้งนี้ หากคิดเฉพาะการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตรา 0.25%จากวงเงินกู้ที่ธอส.ปล่อยไปแล้วในโครงการนี้ 8,300 ล้านบาท บวกกับวงเงินกู้ที่จะมีการปล่อยในระยะต่อไปอีก10,000 ล้านบาท ธอส.จะสูญเสียรายได้ไปประมาณ 40 ล้านบาท


สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเอื้ออาทรในปัจจุบันจนถึงวันที่30 กันยายน 2549 เป็นเงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ ปีที่1คิดอัตราดอกเบี้ย 5.5% ปีที่ 2 ดอกเบี้ย 6.0% ปีที่ 3ดอกเบี้ย 6.5%และปีต่อๆไปคิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยทั่วไป(เอ็มอาร์อาร์)-0.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อแบบลอยตัวอยู่ที่


7.75% ต่อปี(บังคับใช้กับการกู้ที่มีวงเงินเกินกว่า 1ล้านบาท) โดยผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวนั้น


หากเป็นเพียงระยะสั้นก็จะไม่ส่งผลกระทบมากนักแต่หากระยะยาวก็จำเป็นที่ต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง


นายไพโรจน์ จันทร์ไทย รองผู้จัดการ ธกส. กล่าวว่าธกส.จะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไปจนถึงวันที่ 30กันยายน 2549 หรืออย่างน้อย 1 ไตรมาสเพื่อช่วยบรรเทาภาระของเกษตรกรลูกหนี้ในช่วงภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้เป็นการชั่วคราวโดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดที่เอ็มอาร์อาร์ซึ่งจะทำให้ธ.ก.ส.สูญเสียรายได้ประมาณ 250 ล้านบาทแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ โดยคาดการณ์ว่าภายใน 2เดือนนี้อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน0.25%


"รายย่อยจะได้รับผลกระทบน้อยมากจากการที่มีรัฐบาลรักษาการตราบใดที่ยังมีนโยบายออกมาตามมติคณะรัฐมนตรี เช่นนโยบายช่วยเหลือการจำนำข้าวของเกษตรกรและในส่วนของธ.ก.ส.คาดว่า ในปี 2549 นี้จะปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า 50,000ล้านบาทเนื่องจากมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธ.ก.ส.เรียบร้อยแล้วทำให้สามารถเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้ารายย่อยที่ไม่ใช่เกษตรกรได้เพิ่มขึ้นด้วย"นายไพโรจน์ กล่าว


นายสัมพันธ์ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธสน.กล่าวว่าธสน.จะจัดให้มีโครงการบริการสินเชื่อพิเศษสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยในอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน -0.5% ต่อปี แบ่งเป็นสินเชื่อสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่มีการส่งออกในปี 2548มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทจะสนับสนุนวงเงินสินเชื่อให้ไม่เกิน 5 ล้านบาท


และสินเชื่อสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่มีการส่งออกในปี2548 มูลค่าเกินกว่า 50 ล้านบาทจะสนับสนุนสินเชื่อให้ไม่เกิน 10 ล้านบาท คาดว่า สิ้นปี2549 นี้ ธสน.จะสูญเสียรายได้จากมาตรการดังกล่าวประมาณ30 ล้านบาท จากยอดปล่อยสินเชื่อ ทั้งหมดประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท ที่ต้องสูญเสียดอกเบี้ยลงไป 0.5%


"เรื่องดอกเบี้ยเราดูว่าลดให้ถึงเสมอตัวได้ แต่ถ้าติดลบก็อาจจะโดนองค์กรการค้าโลกโจมตีเอาได้เพราะฉะนั้นอย่างน้อยต้องได้สูงกว่าต้นทุน" นายสัมพันธ์กล่าว

ที่มา:
http://www.banmuang.co.th/economic.asp?id=80186
http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T1621142&issue=2114
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=17/May/2549&news_id=124513&cat_id=600
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=137845
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Apr 30, 2007 3:53 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Mutual Fund Clinic


contact@aimc.or.th

ลงทุนอย่างไรกับกองทุนรวม

ถาม ดิฉันมีเงินเก็บอยู่จำนวนหนึ่ง สนใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม แต่ไม่ทราบว่าควรเลือกลงในกองทุนรวมอย่างไร ซึ่งดิฉันสนใจในกองทุนรวมที่มีการคุ้มครองเงินต้นค่ะ และถ้าดิฉันต้องการที่จะลงทุนในกองทุนรวม LTF เพื่อนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ตอนนี้ดิฉันเสียภาษีในฐานอัตราภาษีที่ 10% ควรเริ่มลงทุนหรือยัง หรือควรที่จะรอให้เสียภาษีในฐานอัตราภาษีที่สูงกว่านี้ก่อนคะ

ตอบ สิ่งที่ผู้ลงทุนจะต้องนำมาพิจารณาว่าจะเลือกลงทุนอย่างไรในอันดับแรกก็คือ ผู้ลงทุนควรจะต้องเลือกลงทุนในสิ่งที่ตนเองมีความรู้ความเข้าใจ รวมทั้งจะต้องมีระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่ผู้ลงทุนยอมรับได้ด้วย อย่างเช่นผู้ลงทุนท่านนี้มีความสนใจที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีการคุ้มครองเงินต้น ดังนั้น ควรจะเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมที่มีการคุ้มครองเงินต้นที่สามารถซื้อขายได้อยู่ในปัจจุบัน

โดยผู้ลงทุนสามารถเข้าไปสืบค้นข้อมูลรายชื่อของกองทุนรวม ประเภทของกองทุนรวม บริษัทจัดการที่เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนรวม บริษัทที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ของกองทุนรวม และข้อมูลอื่นของกองทุนรวมได้จาก web site ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล..ต.) ที่ www.sec.or.th ภายใต้ตัวเลือก "รายชื่อกองทุนรวมที่จดทะเบียนและยังดำเนินการอยู่" ของตัวเลือก "สถิติกองทุนรวม" ในหัวข้อ "รายงานและสถิติ" ของหัวข้อหลัก "ศูนย์ข้อมูล" หรือจะ download file โดยตรงที่ www.sec.or.th/th/infocenter/stat/asset/mutual/regis.xls ก็ได้ครับ

เมื่อได้รายชื่อของกองทุนรวมประเภทที่ต้องการแล้ว ก็ให้ไปสืบค้นและศึกษารายละเอียดในเรื่องต่างๆ ของกองทุนรวมจากหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมนั้น โดยผู้ลงทุนสามารถติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมได้จากบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนหรือบริษัทจัดการที่เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนรวมนั้นๆ หรือจะสืบค้นจาก web site ของบริษัทจัดการที่เป็นผู้บริหารจัดการ

กองทุนรวมนั้นๆ หรือจะเข้าไปสืบค้นจาก web site ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th ภายใต้ช่องตัวเลือกใน "+Search Option+" ให้เลือกไปที่ "หนังสือชี้ชวนและรายงานกองทุนรวม" ก็ได้เช่นกันครับ

เหตุที่ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลของกองทุนรวมจากหนังสือชี้ชวนก็เพื่อให้ทราบว่ากองทุนรวมนั้นมีนโยบายการลงทุน ข้อจำกัดในการลงทุน เงื่อนไขการขาย รับซื้อคืน และค่าธรรมเนียมต่างๆ เพื่อหาว่ากองทุนใดมีลักษณะ

ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนบ้าง เพราะกองทุนรวมประเภทเดียวกันอาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น กองทุนรวมที่มีการคุ้มครองเงินต้นนั้นก็มีทั้งที่คุ้มครองเงินต้นทั้งจำนวน และคุ้มครองเงินต้นเพียงบางส่วนตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และข้อจำกัดในการลงทุนที่กองทุนรวมนั้นกำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน อีกทั้งนโยบายการลงทุนของกองทุนคุ้มครองเงินต้นบางกองทุนก็ลงทุนแต่เฉพาะตราสารหนี้ของภาครัฐที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่บางกองทุนก็นำเงินบางส่วนไปลงทุนในตราสารหนี้ของภาคเอกชนหรือตราสารทุนซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าด้วย เพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าที่จะลงทุนเฉพาะแต่ในตราสารหนี้ของภาครัฐ

ดังนั้นผู้ลงทุนต้องพิจารณาหากกองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนขึ้นมาก่อนที่จะพิจารณาเลือกลงทุนต่อไปว่ากองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นใดจะให้ผลตอบแทนสุทธิที่ดีที่สุดต่อไป เป็นต้น

ส่วนคำถามเรื่องการลงทุนในกองทุนรวม LTF นั้น ผู้ลงทุนต้องทราบและเข้าใจก่อนนะครับว่า กองทุนรวม LTF นั้นเป็นกองทุนรวมที่มีแต่นโยบายการลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความเสี่ยงของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในลักษณะของหุ้นที่มีความแตกต่างไปจากความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวมที่มีการคุ้มครองเงินต้นที่ผู้ลงทุนได้บอกว่าสนใจจะเลือกลงทุนแต่แรก ดังนั้น ผู้ลงทุนต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าสามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการลงทุนในลักษณะเดียวกับหุ้นได้หรือไม่เสียก่อน ถ้าผู้ลงทุนไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ ก็ไม่ควรที่จะเลือกลงทุนในกองทุน LTF เพื่อหวังว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน

เพราะการลงทุนในหุ้นมีโอกาสที่จะได้รับกำไรหรือขาดทุนในจำนวนมากได้ ซึ่งหากเกิดผลขาดทุนเกินกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับก็จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับเงินคืนน้อยกว่าเงินลงทุนสุทธิในตอนแรกนะครับ แต่ถ้าผู้ลงทุนยอมรับความเสี่ยงของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในลักษณะของหุ้นได้ การที่จะบอกว่าให้เลือกลงทุนในกองทุนรวม LTF ก็ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีภาษีที่จะต้องเสียในอัตราที่สูงเสียก่อนนั้นก็คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไปครับ การที่ผู้ลงทุนมีภาษีที่จะต้องเสียในอัตราที่สูงแล้วมาเลือกลงทุนในกองทุน LTF เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น ก็เพียงทำให้โอกาสที่จะเกิดการขาดทุนสุทธิจากการลงทุนในกองทุน LTF น้อยลงเท่านั้น เพราะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับมาช่วยรองรับในเรื่องการขาดทุนไว้อยู่จำนวนหนึ่ง

แต่หากผู้ลงทุนสามารถประเมินหรือมั่นใจได้ว่าการลงทุนในตราสารทุนในอีก 5 ปีปฏิทินข้างหน้าจะสร้างกำไรสุทธิจากการลงทุนได้ คือ เงินที่ได้รับจากการลงทุนทั้งหมด (เงินค่าขายคืนหน่วยลงทุน + เงินปันผลที่ได้รับตลอดระยะเวลาการลงทุน (ถ้ามี)) รวมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับแล้วมีจำนวนสูงกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก การลงทุนในกองทุน LTF ก็จะเป็นทางเลือกที่น่าจะพิจารณาลงทุนทางหนึ่งครับ

...............................

Fund Cafe'


ทิพวัลย์ เอี่ยมโอภาส : บลจ.ธนชาต

ดอกเบี้ย…ลด

ดีมานด์กองทุนตลาดเงิน...ไม่ลด


เกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ของปี 2550 แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่กองทุนตลาดเงิน และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งระบบยังคงได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกันเพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีที่มีขนาดประมาณ 26,959 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 49,905 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 20 เมษายน ที่ผ่านมา แหล่งข้อมูล สมาคมบริษัทจัดการลงทุน) เพิ่มขึ้นถึง 85% ในเวลาแค่ไม่กี่เดือน

มีบางท่านถามว่าดอกเบี้ยลง กองทุนตลาดเงินจะชะลอตัวลงหรือไม่

หลายปัจจัยในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ดอกเบี้ยขาลง สภาพคล่องเหลือในระบบ ทั้งหมดนี้ ยังน่าจะสนับสนุนให้เชื่อว่ากองทุนตลาดเงิน และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งหลาย ซึ่งถึงแม้อัตราผลตอบแทนจะปรับตัวลดลงตามตลาด แต่ก็ยังน่าจะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่ทยอยปรับลดลงเช่นกัน เพราะธนาคารต่างๆ ไม่สามารถนำเงินฝากไปปล่อยสินเชื่อได้หมด สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก ยังอยู่ที่ระดับประมาณ 83.5% ในเดือนกุมภาพันธ์ สภาพการแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝากจึงไม่น่าเกิดขึ้นในสภาพแบบนี้

ในสภาวะที่แบงก์ไม่สู้ดอกเบี้ยเงินฝาก ในขณะที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุสั้นๆ เช่น 3 เดือน แม้อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรจะปรับตัวลดลงแล้ว แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 3 เดือนก็ยังอยู่ที่ประมาณ 3.5% ต่อปี เปรียบเทียบกับเงินฝากประจำ 3 เดือน หลังหักภาษีดอกเบี้ย 15% แล้วเหลือประมาณ 2.34-2.55% ต่อปี (ค่าเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน ของธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ณ วันที่ 24 เม.ย.50) ส่วนต่างที่ผู้มีเงินออมเห็นอยู่นี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้มีเงินออม ยังคงนิยมกองทุนตลาดเงินหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นกันไม่เลิก

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ช่วงต้นปีอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลง 1% เข้าไปแล้ว หากหันมามองตลาดพันธบัตร ก็จะพบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงเช่นกัน โดยลดลงประมาณ 1.25-1.50% นับแต่ต้นปี

แม้ว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรจะปรับลดลงอย่างที่กล่าวข้างต้น แต่ความต้องการลงทุนในพันธบัตรของผู้ลงทุนก็ไม่ได้ลดลง ซึ่งปัจจัยบวกที่สนับสนุนพฤติกรรมการลงทุนเช่นนี้ ก็คือ ผู้ลงทุนมองไปในทิศทางเดียวกันว่าอัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง

หลายฝ่ายมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยจะยังชะลอตัวลงจากการลดลงของการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่สูง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง อัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.4% เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.4% ในขณะที่สินเชื่อขยายตัวชะลอตัวลง เงินฝากขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้สภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับสูง

สถานการณ์ในลักษณะนี้คาดว่าจะส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป มีความเป็นไปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะปรับลดลงได้อีก 0.25- 0.50% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ถึงแม้จะมีโอกาสที่อัตราผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้อาจจะปรับตัวลดลงได้อีก แต่อาจจะไม่ปรับตัวลดลงมากเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

ความต้องการลงทุนในพันธบัตรยังคงมีอยู่มาก เมื่อเทียบกับปริมาณพันธบัตรที่ออกมาใหม่ (New Supply) ประกอบนักลงทุนบางส่วนที่เข้ามาลงทุนก็คาดว่าจะสามารถทำกำไรจากการปรับลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรได้

ถ้ามองไปข้างหน้า ไตรมาสที่ 2 นี้ ผู้รู้ในวงการลงทุนหลายท่านก็มองไปในทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจน่าจะชะลอตัวที่สุดในรอบปี เนื่องจากไม่มีอะไรได้คำตอบชัดเจนในไตรมาสนี้ โดยเฉพาะปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญที่ไม่แน่ใจว่าจะมีการลงประชามติทันในช่วงนั้นหรือไม่ ปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งจะครบกำหนดการชำระหนี้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งในระหว่างนี้ ก็คงมีการเคลื่อนไหวต่อรองเรื่องการชำระหนี้กันอย่างต่อเนื่อง

หลังไตรมาส 2 ไปแล้ว ในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ถึงต้นไตรมาสที่ 4 ปัจจัยที่ไม่แน่นอนคลุมเครือรวมทั้งสถานการณ์การเมือง น่าจะเริ่มได้คำตอบหรือเห็นเค้ากันชัดเจนขึ้น

สถานการณ์ไม่สดใสเท่าไรเช่นนี้ ยังเชื่อว่ากองทุนตลาดเงิน และกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ยังมีประโยชน์กับผู้มีเงินออม เพราะผู้จัดการกองทุนแต่ละที่ ก็ยังพยายามหากลยุทธ์การลงทุนในแต่ละช่วงเพื่อหาโอกาสการลงทุนเสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร


..............................

Money Management


สุทธินี สิมะกุลธร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด

การลงทุนในกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ (FIF) น่าลงทุนจริงหรือ?

หลายคนคงสงสัยว่า กองทุน FIF นี้คืออะไร? ทำไมหลาย บลจ. ถึงได้นำเสนอกองทุน FIF ใหม่ๆ ออกมาหลายรูปแบบ? ประเทศไทยหมดโอกาสเติบโตแล้วหรืออย่างไร? ถึงต้องหนีไปลงทุนเมืองนอกกัน

ความจริงแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยนำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้ โดยผ่านกองทุน FIF มาหลายปีแล้ว แต่ในช่วงนี้ เศรษฐกิจในประเทศมีทีท่าไม่สดใส บลจ.ต่างๆ จึงมองหาทางเลือกใหม่ๆ ให้แก่ผู้ออมเงิน และเล็งเห็นว่าประเทศอื่นๆ ในโลกยังมีโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจกว่าการลงทุนในประเทศไทยเพียงที่เดียว

การไปลงทุนต่างประเทศนั้นดีอย่างไร?

-ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในหมวดประเทศเกิดใหม่ (Emerging market) ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของตลาดประเทศเหล่านี้คือ ความผันผวนสูงมาก แต่โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงก็มีมากหรืออาจสูญเสียได้มากเช่นกัน (High Risk, High Expected Return) ซึ่งถ้าเราลงทุนอยู่แต่ในประเทศไทย ทั้งฝากเงิน ซื้อพันธบัตร เล่นหุ้น ซึ่งทั้งหมดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยเพียงที่เดียว ถ้าประเทศไทยเกิดวิกฤติขึ้น ผู้ลงทุนก็จะเสียหายในทุกๆ ด้าน สู้กระจายการลงทุนไปหลายๆ ที่ไม่ผูกตัวเองไว้กับเศรษฐกิจไทยที่เดียวดีกว่า

-ตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed market) เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นยุโรป หรือตลาดหุ้นญี่ปุ่น ความผันผวนของตลาดจะต่ำ เนื่องจากตลาดมีหลักทรัพย์จำนวนมากจดทะเบียนอยู่ และเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความมั่นคง

-ทางทฤษฎี ได้พิสูจน์แล้วว่า การกระจายการลงทุนในหลายๆ ประเทศนั้น ในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย ดังเช่น ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนประมาณ 27% ต่อปี ในขณะที่ให้ผลตอบแทนติดลบ 17% แต่ถ้าเรากระจายการลงทุนไปในตลาดหุ้นสหรัฐ ตลาดหุ้นยุโรป ตลาดหุ้นญี่ปุ่น และตลาดหุ้นไทย ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน อัตราผลตอบแทนโดยรวมจะเพิ่มเป็น 50% โดยที่ความเสี่ยงลดลงเหลือ 20% จะเห็นได้ว่า อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยที่ความเสี่ยงลดลง การกระจายการลงทุนดีอย่างนี้นี่เอง

ควรจะเลือกลงทุนในกองทุน FIF กองไหนดี?

กองทุน FIF มีหลายแบบ มีทั้ง กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้น ลงทุนในตลาดตราสารหนี้ หรือลงทุนแบบผสมทั้งสองตลาด แต่ไม่ว่ากองทุนแบบใด ก็จะมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้ากองทุนนั้นไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงินแบบป้องกันทั้งหมด (Fully Hedge) ดังนั้นผู้ที่ต้องการลงทุนในกองทุน FIF ต้องทำการบ้าน โดยศึกษารูปแบบกองทุนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนในกองทุนไม่ใช่การฝากเงิน (แม้จะซื้อได้ที่ธนาคารก็ตาม) ประเด็นหลักๆ ที่นักลงทุนควรศึกษาก่อนจะเลือกลงทุนมีดังนี้

-นโยบายการลงทุน ว่าเป็น Fund of funds (กองทุนรวมหน่วยลงทุน ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศหลายกองทุน), Feeder fund (กองทุนรวมหน่วยลงทุน ที่เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว เรียกว่า กองทุนหลัก หรือ Master Fund) หรือจะเป็น Direct investment คือ ผู้จัดการกองทุนในประเทศเป็นผู้เลือกเองว่าจะลงทุนในหลักทรัพย์ใด ในสัดส่วนเท่าใด

-ลักษณะกองทุนที่นิยมจัดตั้งกันมากคือ กองทุน Feeder Fund เพราะง่ายต่อการเข้าใจ ดังนั้นประเด็นที่สำคัญคือ ใครเป็นผู้บริหารจัดการ Master fund นั้น และกลยุทธ์การลงทุนของ Master fund คืออะไร เนื่องจากกฎที่มีอยู่ว่า “กองทุนไทยต้องลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 80 ในกองทุนหลักตลอดเวลา” ดังนั้น ผลการดำเนินงานของกองทุนไทยจึงเหมือนกับกองทุนหลัก แตกต่างก็ตรงสกุลเงินที่ต่างกัน เพราะกองทุนหลักแสดงผลการดำเนินงานเป็นเงินสกุลอื่น ส่วนกองทุนไทยต้องแปลงการลงทุนในสกุลอื่นกลับมาเป็นบาท

-กลยุทธ์การลงทุน เป็นหัวใจสำคัญ ว่าเป็นกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ หรือแบบผสม ซึ่งระดับความเสี่ยงก็จะเป็นดังนี้

-ยกตัวอย่างกองทุนแบบ Feeder Fund ที่กองทุนหลักลงทุนในตลาดหุ้น สิ่งที่ต้องศึกษาก็คือ กองทุนหลักลงทุนในตลาดหุ้นประเทศใดบ้าง กระจายทั่วโลก หรือเน้นเป็นบางประเทศ วิธีการคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนเป็นแบบใด เลือกลงทุนโดยกระจายในหุ้นตัวใหญ่ของประเทศ เช่น ถ้าจะลงทุนในสหรัฐอเมริกา ก็เลือกลงทุนใน S&P500 หรือมีหลักการการเลือกหลักทรัพย์ที่แตกต่างไป ดังเช่น CROCI Sectors strategy (อ่านว่า คร็อกกี้) ที่เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ Deutsche Bank คิดค้นขึ้น โดยกลยุทธ์ CROCI คือ การปรับงบการเงินของบริษัทที่ต่างกัน อยู่คนละอุตสาหกรรม คนละประเทศ ให้มาอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้ราคาหุ้นของบริษัทต่างๆ สามารถเปรียบเทียบกันได้โดยตรง แล้วเลือกลงทุนในหุ้น 30 ตัวแรกที่ราคาคุ้มค่าที่สุด (P/E ratio ต่ำสุด)

นอกจากนี้แล้วยังต้องศึกษาเกี่ยวกับนโยบายป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ผลการดำเนินงานย้อนหลัง สภาพคล่อง และค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บ อีกด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อไปในสัปดาห์หน้า

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon May 07, 2007 12:57 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Money Management

กองทุน FIF น่าลงทุนจริงหรือ? (2)

สุทธินี สิมะกุลธร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด


สัปดาห์ที่แล้วคุยกันถึงว่า ถ้าจะเลือกลงทุนในกองทุน FIF แล้ว ผู้ที่สนใจลงทุนต้องทำการบ้าน โดยศึกษารูปแบบกองทุนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน ถึงเรื่อง "นโยบายการลงทุน" และ "กลยุทธ์การลงทุน" สัปดาห์นี้จะคุยกันต่อถึงเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม หากสนใจลงทุนในกองทุน FIF

-นโยบายป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน เนื่องจากเรานำเงินไทยไปลงทุนเป็นเงินสกุลอื่น เมื่อเราต้องการไถ่ถอนกลับ ถ้าเงินสกุลอื่นนั้นเกิดอ่อนค่าเมื่อเทียบกับบาท เราก็จะเกิดการขาดทุนเพราะแลกคืนเป็นบาทได้น้อยลง หรือในทางกลับกัน เงินสกุลนั้นเกิดแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับบาท เราก็จะแลกเงินบาทได้มากขึ้น ได้กำไรจากค่าเงินอีกทางหนึ่ง อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตราสารที่มีความผันผวนสูง อาจช่วยเพิ่มโอกาสการทำกำไรหรือสร้างความขาดทุนให้แก่กองทุนได้มาก ดังนั้นหลายๆ กองทุนจึงมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน แต่ก็อย่าลืมว่าจะเกิดค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงบ้าง หรือบางกองทุนอาจไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงเลยเพราะต้องการให้ผู้ถือหน่วยได้กระจายการลงทุนไปถือครองเงินสกุลอื่นๆ ด้วย มิใช่มีแต่เพียงเงินบาทในกระเป๋า

-ผลการดำเนินงานย้อนหลัง เป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจได้ดี โดยให้ดูเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด (Benchmark) เช่น กองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลกก็มักจะใช้ MSCI World Index เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ ดัชนี MSCI World Index เป็นดัชนีที่บริษัท Morgan Stanley Capital International (MSCI) จัดทำขึ้น เพื่อให้นักลงทุนต่างประเทศใช้เป็นบรรทัดฐานในการวัดผลตอบแทนของกองทุนทั่วโลกที่ตนเองประสงค์เข้าไปลงทุน

-สภาพคล่อง หรือ Liquidity หลังจากศึกษานโยบายการลงทุนแล้ว ก็ควรจัดสรรเงินที่จะนำมาลงทุนเพราะโดยลักษณะของกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศ จะเหมาะกับการลงทุนระยะยาว คือ 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป และนักลงทุนควรดูว่าสามารถซื้อขาย ได้บ่อยแค่ไหน และค่าธรรมเนียมการซื้อขาย มีหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้ว หลายๆ กองทุนจะคิดค่าธรรมเนียมในการเข้าซื้อต่อครั้งอยู่ที่ 1-3% (Front-End fee) ดังนั้นการเข้าออกบ่อยๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น

-ค่าธรรมเนียมที่กองทุนเรียกเก็บ เช่น Management Fee, Custodian Fee, Registrar Fee รวมๆ แล้วคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ โดยให้เปรียบเทียบกับกองทุน FIF ในตลาดด้วยกัน แต่ก็อย่าลืมว่ากองทุนที่เป็น Passive Fund หรือกองทุนที่ลงทุนแบบเฉลี่ยน้ำหนักเท่าดัชนี ไม่ได้ใช้นักวิเคราะห์ทำการคัดเลือกหุ้นนั้น ก็ต้องคิดค่าบริหารจัดการต่ำกว่ากองทุนที่ใช้กลยุทธ์ซับซ้อน ใช้นักวิเคราะห์จำนวนมากค้นหาหุ้นราคาถูก (Active Fund) แต่ผลการดำเนินงานของ Active fund ในระยะยาวก็ต้องพิสูจน์ได้ด้วยว่าการจ่ายแพงกว่าผลตอบแทนก็ต้องดีกว่า

ความเสี่ยงของการลงทุนต่างประเทศ

เรื่องความเสี่ยงจากการลงทุนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้สนใจลงทุนจึงพิจารณาด้วยเช่นกัน ในกรณีลงทุนในกองทุน FIF นักลงทุนต้องเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ของประเทศที่ไปลงทุน เช่น ถ้าไปลงทุนในตลาดหุ้น เช่น สหรัฐ ประเทศญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป นักลงทุนก็เผชิญกับความเสี่ยงกับเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เผชิญกับความเสี่ยงของประเทศไทยที่เดียว แต่อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็ยังต่ำกว่าตลาดหุ้นไทย และยังมีความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน เช่น ถ้านำเงินบาทไปลงทุนเป็นเงินยูโร ถ้าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท นักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนจากค่าเงินอีกหนึ่งทาง แต่ถ้าค่าเงินยูโรอ่อนค่า เมื่อเรานำเงินกลับมาก็จะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะ 1 ยูโร แลกเงินบาทได้น้อยลง

ดังเช่นในปีที่แล้วค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน กองทุนจะเกิดความเสียหายจากอัตราแลกเปลี่ยนไปประมาณ 2.3% อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา 3 เดือนกว่าๆ ค่าเงินยูโรอยู่ที่ประมาณ 47 บาทต่อยูโร แข็งค่าขึ้นจากประมาณ 46 บาทเมื่อตอนสิ้นปี นักลงทุนก็จะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ 2.8%

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ความเสี่ยงที่เกิดจากสภาวะโดยรวมของตลาด (Market risk) และความเสี่ยงของประเทศที่ไปลงทุน (Country risk) คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยทางด้านสังคม และกฎหมาย เสถียรภาพ และรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน ตลอดจนภาวะตลาดเงิน ตลาดทุนของประเทศต่างๆ รวมทั้งปัจจัยอื่นๆ ที่มีอยู่เฉพาะในแต่ละประเทศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ประเทศนั้น

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านนี้อาจปรับลดลงได้ ถ้ากองทุนเลือกที่จะกระจายความเสี่ยงของการลงทุนไปยังหลายประเทศ และการเลือกลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านี้น้อยกว่าลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา

..........................

fund cafe

10 วิธีเลือกเฟ้นกองทุนรวมต่างประเทศ (จบ)

ดารบุษป์ ปภาพจน์ : darabusp@primavest.com

หลังจากผ่านช่วงเวลาอันร้อนแสนสาหัสมาร่วมเดือนเหตุการณ์กลับตาลปัตรให้ฝนโปรยลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทั้งวันทั้งคืนถือว่านี่คือ ความผันผวนที่ธรรมชาติกำหนดมา

ซึ่งหากเราเข้าใจว่าการลงทุนในแต่ละประเภทมีธรรมชาติเฉพาะของตัวเอง ทั้งแบบผันผวนน้อยหรือแบบผันผวนมากเราก็จะลงทุนได้อย่างสบายใจไม่ต้องปล่อยให้สิ่งที่มองไม่เห็นหลอกหลอนจนเราไม่กล้าทำอะไรที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากับเราได้ในระยะยาว

ครั้งนี้จะถือเป็นตอนจบสำหรับคู่มือการคัดเลือกกองทุนต่างประเทศซึ่งผู้เรียนดัดแปลงจากนิตยสาร Kiplinger’s Personal Finance นิตยสารการเงินส่วนบุคคลชื่อดังในสหรัฐ เขียนโดย Mr.Steven Goldberg ซึ่งเหลือเพียง 2 ข้อ โดยขอฉายหนังซ้ำใน 8 ข้อแรกเล็กน้อยเพื่อทบทวนความจำและสำหรับผู้ที่เพิ่งอ่านบทความในครั้งนี้ค่ะ

1) อย่าพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนในอดีต ผลตอบแทนที่ดีในอดีตนั้นเป็นเพียงปัจจัยเริ่มต้นในการค้นหากองทุนรวมที่ดีเท่านั้นแต่ไม่ใช่เป็นคำตอบสุดท้าย

2) ให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอของผลตอบแทน ปัจจัยนี้จะเป็นตัวชี้ว่าผู้จัดการกองทุนสามารถบริหารกองทุนผ่านช่วงเวลาที่ดีและแย่มาได้ มิใช่อาศัยเพียงความ "บังเอิญ" เท่านั้น

3) มองระยะยาว อย่าให้ความสำคัญกับผลตอบแทนในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามากเกินไป เพราะมิได้บ่งบอกอะไรที่เป็นนัยสำคัญมากนัก ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญกับผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปีขึ้นไป

4) รู้จักผู้จัดการกองทุน ทั้งในส่วนความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในการบริหารจัดการกองทุน

5) พิจารณาผลตอบแทนเทียบกับความเสี่ยงของกองทุน ผู้ลงทุนควรเลือกลงทุนในกองทุนที่มีผลตอบแทนในอดีตที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยง (Sharp Ratio) เช่น จากเวบไซต์ MorningStar เป็นต้น

6) เลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายกองทุนที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่าจัดการกองทุน นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมการขายที่จัดเก็บโดยกองทุนในประเทศ (Front End Fee) ก็ไม่ควรสูงเกินไปเมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน

7)เปรียบเทียบกองทุนที่ลงทุนในตราสารเหมือนกันและกลุ่มประเทศเดียวกัน เราไม่ควรเอาส้มมาหาวิตามินซีเทียบกับทุเรียน ดังนั้น ผู้ลงทุนควรจะเปรียบเทียบผลการดำเนินงานและความเสี่ยงกับกองทุนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น

Cool อย่ายึดติด หรือกลัวขาดทุน ลองมองกองทุนที่คุณถืออยู่ เปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มี แล้วลองตัดสินใจเสมือนเริ่มต้นลงทุนใหม่ ว่าจะเลือกกองทุนไหนที่ดีที่สุด หากกองทุนเดิมของคุณไม่ใช่ทางเลือกก็ต้องตัดใจขายทิ้ง แล้วนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกองทุนอื่นค่ะ

9)คำนึงถึงภาษี การลงทุนในกองทุนต่างประเทศนั้น กองทุนรวมในประเทศแต่ละแห่งอาจใช้วิธีการลงทุนที่แตกต่างกันไป บางแห่งใช้วิธีลงทุนโดยไปซื้อหลักทรัพย์โดยตรงในต่างประเทศ หรือบางแห่งใช้วิธีลงทุนในกองทุนรวมที่มีอยู่แล้วในต่างประเทศอีกต่อหนึ่ง ซึ่งอาจมีเงื่อนไขด้านภาษีที่ต่างกันไป ผู้ลงทุนควรสอบถามเรื่องนี้จากผู้จัดการกองทุนว่ากองทุนที่ผู้ลงทุนจะลงทุนนี้ต้องรับภาระภาษีในต่างประเทศด้วยหรือไม่เพียงใด

10)หลีกเลี่ยงการลงทุนที่ไม่กระจายความเสี่ยงกองทุนรวมต่างประเทศที่เสนอขายในปัจจุบัน มีทั้งกองทุนที่ลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง หรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว

ซึ่งหากผู้ลงทุนประสงค์จะเลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนแบบเฉพาะเจาะจงดังกล่าว ก็ควรจะต้องกระจายการลงทุนไปหลายๆ กองทุนในหลายภูมิภาคด้วยตนเอง หรืออาจใช้วิธีเลือกกองทุนที่มีลักษณะการลงทุนที่กระจายไปหลายภูมิภาคเป็นการทดแทนได้เพราะการกระจายความเสี่ยงจะช่วยให้ผลตอบแทนในระยะยาวของผู้ลงทุนไม่ผันผวนจนเกินไปค่ะ

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue May 08, 2007 4:39 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

'ธนชาต' จัดทัพรับศึกกองทุน ตั้งเป้าขึ้นท็อป 4 ปั้นสินทรัพย์แสนล้านใน 3 ปี

การแข่งขันในธุรกิจกองทุนเข้มข้นดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ บลจ.น้องใหม่ดาหน้าเข้ามาขอแชร์ส่วนแบ่ง ทำให้ทุกค่ายงัดสารพัดกลยุทธ์ขึ้นมารักษาฐานที่มั่น ไม่เว้นแม้แต่ "บลจ.ธนชาต" บริษัทจัดการฯ ขนาดกลางที่มีสินทรัพย์แตะ 6 หมื่นล้านบาท และอยู่ในอันดับ 6 ขณะนี้

เมื่อบริษัทแม่คือ "ธนาคารธนชาต" เริ่มมูฟครั้งใหญ่ ด้วยการตั้งเป้าเพิ่มสาขามากถึง 180 แห่งปีนี้ ทั้งยังได้แบงก์ต่างชาติที่แข็งแกร่งอย่าง "ธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย" เข้ามาเป็นผู้ร่วมทุน "บลจ.ธนชาต" ธุรกิจจัดการกองทุนรวมในเครือ ย่อมได้รับผลบวกไปด้วย เห็นชัดที่สุดคือ "ช่องทาง" จำหน่ายหน่วยลงทุนที่ขยายไปพร้อมกับจำนวนสาขาของแบงก์แม่

วันนี้ "บลจ.ธนชาต" จึงพร้อมลงสนามการแข่งขันอย่างเต็มพิกัด

"ตอนนี้เรามีองค์ประกอบทุกอย่าง ไม่แพ้ บลจ.แบงก์ใหญ่" บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต กล่าว

องค์ประกอบที่ว่า หมายถึง มีสินค้ากองทุนรวมครบทุกประเภท ให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนได้ตลอดปี

มีผลการดำเนินงานที่ดี มีบริการครบ ทั้งซื้อขายผ่านสาขาแบงก์ ซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต บริการหักบัญชีซื้อขายกองทุน มีสมุดบัญชีกองทุน มีระบบให้ข้อมูลข่าวสาร

"วันนี้เราพร้อมที่จะแข่งขัน และแบงก์แม่ก็มีสาขามากพอ" บุญชัยมั่นใจเช่นนั้น เขาขีดเส้นทางเดิน บลจ.ธนชาต ในระยะ 1-2 ปีนี้ไว้ว่า จะมุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจในกองทุนรวมตราสารหนี้ และกองทุนเอฟไอเอฟ เพื่อเป็น "หัวหอก" ในการเข้าถึงลูกค้าธนาคาร

เพราะกองทุนตราสารหนี้ ไม่เน้นความเสี่ยงสูง และให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก

ส่วนกองทุน "เอฟไอเอฟ" จะเน้นเป็นทางเลือกลงทุนที่กว้างขึ้น สำหรับลูกค้าที่ต้องการผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงการลงทุนจากตลาดหุ้นไทย

บุญชัยระบุว่า ถ้าจะประเมินในแง่ของผลตอบแทน กองทุนค่ายธนชาตก็มีดีไม่แพ้กองทุนเจ้าอื่น

โดยเฉพาะกองทุนรวมมันนี่ มาร์เก็ต "T-Cash" หรือกองทุนเปิด "ธนชาตบริหารเงิน" ได้ชื่อว่าเป็นกองทุนที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างมาก และให้ผลตอบแทนจูงใจไม่แพ้คู่แข่ง

"สินทรัพย์ของที-แคส ใกล้แตะหมื่นล้านแล้ว หลังจากจัดตั้งเมื่อสิงหาคม 2548 โดยล่าสุดอยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท การที่กองทุนเติบโตขึ้นเป็นผลจากผู้ลงทุนให้ความสนใจ ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนของลูกค้าแบงก์ธนชาต ประกอบกับการเปิดสาขาเพิ่มของแบงก์ ตลอดจนกองทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น เพราะสามารถขายหน่วยวันนี้ ได้รับเงินวันรุ่งขึ้นก่อนเที่ยง เมื่อองค์ประกอบครบ จึงทำให้กองทุนเราเติบโตต่อเนื่อง"

T-Cash ได้รับความนิยม เพราะมีผลการดำเนินงานอยู่ในเกณฑ์ดี

ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีย้อนหลัง 3 เดือน สิ้นสุด 19 เมษายน 2550 อยู่ที่ 4.97% ย้อนหลัง 6 เดือน 4.81%

เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างลงตัว ทั้งตัวสินค้า ผลงานที่ดีและการบริการครบ ผู้บริหารบลจ.ค่ายนี้ มั่นใจว่า บลจ.ธนชาต จะเป็นตัวเลือกของนักลงทุนได้ไม่ยาก

บุญชัยปักธงไว้ว่า ใน 3 ปีจากนี้ หรือภายในปี 2552 บลจ.ธนชาต จะมีขนาดของสินทรัพย์ถึง "แสนล้าน" หรือติด 1 ใน 4 ของ บลจ.ที่มีสินทรัพย์สูงสุด จากสินทรัพย์ปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 6 หมื่นล้านบาท ติดอันดับ 6 เติบโตขึ้นจากปี 2549 ถึง 50% โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในสิ้นปีนี้ ขนาดสินทรัพย์จะไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นล้านบาท

"ฐานลูกค้าของ บลจ.ธนชาต เทียบกับ บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งมีสินทรัพย์ใหญ่สุดขณะนี้ไม่ได้ แต่ในแง่ของผลการดำเนินงานกองทุนและการบริการ เราก็ไม่แพ้ใคร เราแน่ใจว่าเราเป็นทางเลือกหนึ่งในใจของลูกค้า" บุญชัยกล่าว

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jun 01, 2007 4:56 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ผ่า 3 กองทุน FIF

โดยสรวิศ อิ่มบำรุง


เมื่อไหร่ที่นึกถึงการกระจายความเสี่ยง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยก็มักเจียดพื้นที่ 5-15% ของพอร์ตให้กับ "กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ" หรือ "กองทุน FIF"

ยิ่งบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทยยังดูอึมครึมอย่างยืดเยื้อ ตลาดหุ้นสามวันดีสี่วันไข้ ผลตอบแทนในตลาดตราสารหนี้ก็ลดลงเรื่อยๆ ยิ่งทำให้กองทุน FIF มีเสน่ห์จัดจ้านขึ้น ในฐานะที่เป็นอีกทางเลือกของการลงทุน ที่พาเงินของคุณไปลงทุนในต่างประเทศ

ช่วงนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่งจึงพากันออกกองทุนประเภทนี้ มาเป็นทางเลือกให้นักลงทุน โดยหยิบยื่นโอกาสในการแสวงหาผลตอบแทนที่ดี และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงไปในตัวอีกด้วย

ประกอบกับทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เองก็สนับสนุนให้มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุน FIF มากขึ้น

จึงทำให้กองทุน FIF ก้าวมาเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีเงินออมชาวไทยไปโดยปริยาย Fundamentals สัปดาห์นี้ พาไปเจาะลึกกองทุน FIF 3 กองที่ขายอยู่ในตลาดกองทุนรวมในช่วงนี้

................................

บรรยากาศการลงทุนภายในประเทศยิ่งอึมครึมมากเท่าไร การลงทุนในต่างประเทศ ก็ดูเหมือนเป็นช่องทางลงทุนที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเท่านั้น

จะด้วยปัจจัยเรื่องการเมือง หรือเหตุการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ก็ตามที แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่า นักลงทุนในบ้านเรา พร้อมใจจะเปิดพอร์ตของตัวเองให้กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต ช่วงนี้จึงมีกองทุน FIF ออกมาขายในระยะเวลาไล่เลี่ยกันถึง 3 กองทุน Fundamentals จึงอาสาหยิบข้อเด่นข้อด้อยของแต่ละกองมานำเสนอกัน

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากองทุน FIF จึงได้รับการตอบรับจากหมู่นักลงทุนชาวไทยมากขึ้น ตัวอย่างล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องนี้ก็คือความสำเร็จของ "บลจ.ทิสโก้" จนต้องนำเสนอ "กองทุนเปิดทิสโก้ ไชน่า ลิงค์ คุ้มครองเงินต้น2" ตามติดออกมา หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการออกกองแรกไปได้ไม่นาน

ซึ่งยุทธศาสตร์หนึ่งที่ "ธีรนาถ รุจิเมธาภาส OSK103" รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าธุรกิจกองทุนรวมและกองทุนส่วนบุคคล บลจ.ทิสโก้ มองก็คือ การนำเอาลูกค้าฐานเงินฝากที่รับความเสี่ยงได้น้อยให้ออกมาเรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุน FIF ในลักษณะคุ้มครองเงินต้น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ก็จะสบายใจเพราะรับความเสี่ยงได้ต่ำ จึงไม่ต้องห่วงว่าเงินต้นจะหายไป แล้วก็ให้ผู้ฝากเงินได้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่จะอ้างอิงอยู่กับการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นของจีน

"ด้วยรูปแบบกองทุนอย่างนี้ลูกค้า ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องเงินต้นจะหาย ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงิน ระยะเวลาการลงทุนก็ไม่นานเกินไป แล้วก็ยังมีโอกาสลุ้นผลตอบแทนที่ดีได้อีกด้วย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเงินฝากที่รับความเสี่ยงได้ต่ำค่อนข้างดีทีเดียว"

@บลจ.บีทีเล็งออกกองทุนคุ้มครองเงินต้นลิงค์ผลตอบแทนกับทองคำกองที่ 2 ล่าสุด "บลจ.บีที" เองก็ได้นำเสนอกองทุน FIF กองแรกของบริษัทไปในชื่อ "กองทุนรวมบีที FIF โกลด์ ลิงค์ คุ้มครองเงินต้น1" ไปเรียบร้อยแล้ว โดย "อนุสรณ์ บูรณกานนท์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.บีที บอกว่า หากกองแรกประสบความสำเร็จก็จะมีการออกกองทุน FIF ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นกองที่ 2 ตามติดออกมาอย่างแน่นอน เพราะทางบริษัทเองต้องการที่จะนำเอานวัตกรรมทางการลงทุนใหม่ๆ ที่มีอยู่ในตลาดโลกมานำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับลูกค้าของบริษัทเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าการจะพากลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเงินฝากของธนาคารไทยธนาคารออกไปลงทุนในต่างประเทศในเบื้องต้นนั้น ควรจะหาโปรดักท์ที่เข้าใจง่าย ความเสี่ยงต่ำซึ่งสอดคล้องกับลักษณะกับลูกค้ากลุ่มนี้ และให้เขาได้มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากเงินในประเทศไทยในปัจจุบันได้ เราจึงออกกองทุน FIF ที่มีลักษณะคุ้มครองเงินต้น โดยผลตอบแทนไปลิงค์อยู่กับความผันผวนของทองคำในตลาดโลกออกมา

"ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาลงทุนกับเราแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ด้วยกัน คือ กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับทองคำอยู่แล้ว กลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ และกลุ่มนักลงทุนทั่วไป ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดีทีเดียว"

โดย "เจิดพันธุ์ นิธยายน" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านการลงทุน บลจ.บีที อธิบายถึงจุดเด่นของกองทุน "กองทุนรวมบีที FIF โกลด์ ลิงค์ คุ้มครองเงินต้น1" ให้ฟังว่า เนื่องจากเป็นกองทุนที่คุ้มครองเงินต้น ผู้ลงทุนจึงไม่ต้องกังวลในเรื่องของการสูญเสียเงินต้นแต่ประการใด โดยกองทุนได้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เอกชนที่ผู้ออกได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก Standard and Poor's Ratings Services ตั้งแต่ AA ขึ้นไป สูงกว่าอันดับเครดิตของประเทศไทยอีก ผู้ลงทุนจึงสบายใจได้

ซึ่งตราสารหนี้ดังกล่าวจะมีอนุพันธ์แฝง ให้ผลตอบแทนอิงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในแต่ละสัปดาห์ตลอดอายุของตราสาร ประมาณ 1 ปี โดยจุดเด่นของกองทุนอีกอย่างคือ ผู้ลงทุนจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนไม่ว่าราคาทองคำจะขึ้นหรือลงก็ตามในแต่ละสัปดาห์ ขอให้ราคาไม่แกว่งตัวหลุดจากช่วงราคาที่กำหนดผู้ลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนตามที่กำหนดในสัปดาห์นั้น และสะสมแต่ละสัปดาห์ตลอดอายุของตราสาร

"ใน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ จากการ Back Test กลับไปพบว่าโอกาสที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนสูงมากกว่า 70% คือราคาทองคำเคลื่อนไหวตามกรอบ โดยหากราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบตลอด 52 สัปดาห์ ผู้ลงทุนจะมีโอกาสรับผลตอบแทนสูงสุด 7% ดังนั้น ช่วงของผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจะอยู่ตั้งแต่ 0-7% แต่จากการ Back Test ของเราพบว่าหากลงทุน 2 ปี ได้ผลตอบแทน 5.38% ลงทุน 3 ปี ได้ 5.79% และลงทุน 5 ปี ได้ 6.19% เราเชื่อมั่นว่าด้วยโครงสร้างนี้ยังไงนักลงทุนลงทุนในช่วง 1 ปีก็จะต้องได้รับผลตอบแทนอย่างแน่นอน แต่ความเสี่ยงเดียวของกองทุนก็คือผู้ลงทุนต้องไปลุ้นผลตอบแทนเอาเองว่าสุดท้ายจะได้เท่าไร แต่ยังไงก็ได้แน่นอน"

@บลจ.กรุงไทยลุยบอนด์ยาวตลาดเกิดใหม่ ในขณะที่ "บลจ.กรุงไทย" กำลังเสนอขาย "กองทุนรวมกรุงไทยอิเมอร์จิ้งบอนด์มาร์เก็ต(KTEB)" ระหว่างวันที่ 24 พฤษภาคม-5 มิถุนายน 2550 นี้ โดยกองทุน KTEB มีมูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท อายุโครงการ 5 ปี 6 เดือน และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 1 ครั้ง ออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่กำลังมองหาผลตอบแทนที่ดีและมีความสม่ำเสมอในระยะยาว ซึ่งหากใครซื้อไม่ทันในช่วงไอพีโอก็สามารถที่จะซื้อได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2550 เป็นต้นไป

โดย "ธีรพันธุ์ จิตตาลาน" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า กองทุน KTEB นี้จะนำเงินที่ระดมทุนได้จากนักลงทุนในประเทศไทยเพื่อไปลงทุนในกองทุน "VPPP EMDF Fund" ซึ่งเป็นกองทุนหลักที่จัดตั้งโดยโกลด์แมน แซคส์ โดยกองทุนหลักจะแบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหนึ่งลงทุนในตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่ทั่วโลกใน 3 สกุลเงิน คือ เยน ยูโร และดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ผ่านกองทุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ "Alpha Select EMDP"

โดย Alpha Select EMDP เป็นกองทุนตราสารหนี้เกิดใหม่ (EM Bonds) บริหารจัดการ โดย Ashmore Investment Management Ltd. ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนในตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่ ที่มีความเชี่ยวชาญประสบการณ์เป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งนโยบายการลงทุนของกองทุน Alpha Select EMDP เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวในประเทศกำลังพัฒนาที่ให้ผลตอบแทนสูงทั้งในรูปของดอกเบี้ย และส่วนต่างของราคา ซึ่งผลการดำเนินงานของกองทุนนี้ตั้งแต่ก่อตั้งมาประมาณ 10 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 20% ต่อปี เลยทีเดียว และเงินส่วนที่สองจะเป็นเงินฝากธนาคารหรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีสภาพคล่องสูง

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์จะใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เรียกว่า Variable Proportion Portfolio Protection (VPPP) เพื่อปรับน้ำหนักการลงทุนให้สอดคล้องกับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ โดยมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนได้ทุกวัน เพื่อให้ทันต่อสภาวะตลาดในช่วงนั้นๆ หากระดับความเสี่ยงเริ่มสูงก็จะมีการลดน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เกิดใหม่ Alpha Select EMDP ลง และเพิ่มสัดส่วนของเงินฝากหรือตราสารหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น และหากระดับความเสี่ยงลดลงก็จะมีการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้เกิดใหม่ Alpha Select EMDP มากขึ้น และลดสัดส่วนของเงินฝากหรือตราสารหนี้ระยะสั้นลง

"ด้วยการทำ Back Test กลับไปคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 8-10% ต่อปี ไม่ว่าจะลงทุนในช่วงเวลาใดก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นระดับผลตอบแทนที่น่าสนใจเลยทีเดียว"

นอกจากนี้ ธีรพันธุ์ยังบอกว่า กองทุน KTEB ได้ทำการปิดความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ลงทุน โดยได้ทำสัญญาซื้อ Option กับ Goldman Sachs International ( S&P และ Moody ‘s rating Agency ในระดับ AA-/Aa3 ตามลำดับ ) ซึ่งสาระสำคัญที่มีในสัญญา Option ดังกล่าวจะระบุว่า หากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วยของกองทุน ณ วันครบกำหนดโครงการของกองทุน VPPP EMDF ต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ ทาง Goldman Sachs Int. จะชำระคืนส่วนต่างดังกล่าวให้กับผู้ลงทุนในกองทุน VPPP EMDF ในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

"ดังนั้น นักลงทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนเต็มมูลค่าเท่ากับวันที่ลงทุนเริ่มแรก ไม่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงก็ตาม วันแรกเราเอาเงินดอลลาร์สหรัฐไปให้กับโกลด์แมน แซคส์เท่าไร วันปิดกองทุนโกลด์แมนแซคส์ก็ต้องเอาเงินมาคืนเราในรูปสกุลเงินดอลลาร์เท่าเดิม แล้วเราก็จะนำเงินดอลลาร์นี้ไปแลกเป็นเงินบาทกับธนาคาร ซึ่งเราได้ทำการป้องกันความเสี่ยงเรื่องค่าเงินเอาไว้แล้ว นักลงทุนจึงสบายใจได้ ถ้าจะมีความเสี่ยงอย่างเดียวก็คือความเสี่ยงในเรื่องของผลตอบแทนว่าจะได้เท่าไรเท่านั้นเอง แต่ได้แน่นอนและเป็นผลตอบแทนที่สม่ำเสมอไม่เหมือนกับการลงทุนในตลาดหุ้น โดยอาจจะมีปีที่ดีและปีที่ไม่ดีได้ ตอนนี้นักลงทุนสถาบันทั้งประกันและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสนใจจองซื้อเข้ามามาก ก็ไม่อยากให้นักลงทุนรายย่อยพลาดโอกาสดีๆ ไปเช่นกัน"

@บลจ.แมนูไลฟ์ยังมั่นใจหุ้นจีน ด้าน "บลจ.แมนูไลฟ์" เสนอขาย "กองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู" ซึ่งไอพีโอระหว่างวันที่ 17-28 พฤษภาคม 2550 นี้ โดย "อลัน แคม" กรรมการผู้จัดการ บลจ.แมนูไลฟ์ บอกว่า กองทุน FIF ที่มีอยู่ในปัจจุบันที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลกก็มีแล้ว ที่ลงทุนในเอเชียแปซิฟิกก็มีแล้ว ที่ลงทุนในญี่ปุ่นก็มีแล้ว ที่ลงทุนในยุโรปก็มีแล้ว เพื่อเป็นการเปิดโอกาสและทางเลือกใหม่ให้กับนักลงทุนทั่วไปบริษัทจึงนำเสนอกองทุนหุ้นที่จะไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนให้กับนักลงทุนบ้าง

โดย "กองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตรงท์ ไชน่า แวลู" จะนำเงินที่ระดมทุนได้จากนักลงทุนเพื่อไปลงทุนใน "Manulife Chaina Value Fund(Class A)" ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศจีนทั้งในตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดเสิ่นเจิ้น ตลาดฮ่องกง และตลาดไต้หวัน เราถือว่าเป็นประเทศจีนเหมือนกัน นอกจากนี้ยังลงทุนในหุ้นบริษัทที่ค้าขายกับจีนด้วย โดยจะเลือกหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่มีศักยภาพในการทำกำไรระยะยาว

อลัน แคม บอกว่า หากไปดูตลาดฮ่องกง ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดเสิ่นเจิ้น ตลาดไต้หวันซึ่งเรานับเป็นจีนเหมือนกันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตลาดฮ่องกง 5 โตประมาณ 14% ไต้หวัน 18% เสิ่นเจิ้น 10 กว่า% เซี่ยงไฮ้ 12% แต่กอง "Manulife Chaina Value Fund(Class A)" นี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทุกๆ ปี 25% เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นกองทุนที่เก่งพอสมควรใช้ได้เลยหากพูดถึงกองทุนที่ลงทุนในจีนกองทุนนี้ก็เป็นอันดับหนึ่ง เป็นกองทุนที่บริหารจัดการโดยแวลู พาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นพันธมิตรกับแมนูไลฟ์

"หลายคนอาจจะกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน แต่เราเองไม่ค่อยห่วงเรื่องนี้ เศรษฐกิจจีนช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจีดีพี โต 8-11% ค่าหยวนก็แข็งค่าขึ้นมาตลอด 5 ปี ขึ้นมาประมาณ 14% ประชากรของจีนมีประมาณ 1.2 แสนล้านคน ทุนสำรองทั้งประเทศ 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จีนมองแค่นี้ก็น่ากลัวแล้ว จึงไม่น่าห่วงอะไร นอกจากนี้ กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นประมาณ 50 บริษัท ซื้อในตลาดฮ่องกง ตลาดเซี่ยงไฮ้ ตลาดเสิ่นเจิ้น ตลาดไต้หวัน ตลาดสิงคโปร์ แต่เขาไม่ได้ซื้อบิ๊กแคป มีบิ๊กแคป แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อบิ๊กแคป ซื้อบริษัทที่อาจบางทีไม่กำไรก็ได้ แต่เราลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้น ถึงดัชนีล้มเราก็ไม่ถูกผลกระทบเท่าไร นอกจากนี้ กองทุนนี้ยังไม่มีการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของค่าเงิน เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของการลงทุน ดังนั้น กองทุนเราจึงเหมาะกับนักลงทุนระยะยาวมากกว่า"

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางลงทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนไปในตัว บางทีกองทุน FIF ทั้ง 3 กองนี้ อาจจะเป็นคำตอบในการลงทุนให้กับคุณได้บ้าง

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Tue Aug 28, 2007 10:43 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

FIF "ตราสารหนี้ ตปท." ร้อนแรง

ในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฏิเสธความร้อนแรงของ "กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ" ซึ่งมีอายุโครงการประมาณ 6 เดือน

โดย สรวิศ อิ่มบำรุง



ในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมาคงไม่มีใครปฏิเสธความร้อนแรงของ "กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ" ซึ่งมีอายุโครงการประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3.2% ที่แต่ละ บลจ.นำมาเสนอขายให้กับนักลงทุนได้ เรียกว่า มีเท่าไรก็ขายหมด ระดมทุนไปแล้วไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท

แม้จะเป็นโครงการระดับหลายพันล้าน ก็สามารถขายหมดได้ภายในวันเดียว สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับตลาดกองทุนรวมไปตามๆ กัน

ในกระแสที่ค่าเงินบาทกำลังแข็งค่าขึ้น ผนวกกับแนวโน้มดอกเบี้ยในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงขาลงทั้งในส่วนของตลาดตราสารหนี้และตลาดเงิน โดยดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ระดับ 0.75% ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 6 เดือน อยู่ที่ 2.25% จึงไม่น่าแปลกใจที่ "กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ" จะได้รับการตอบรับจากนักลงทุนดีเช่นนี้

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีเรื่องราวความร้อนแรงของกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมานำเสนอ

................................................

ความเสี่ยงต่ำสวนทางผลตอบแทนสูง

เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศไทยยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา "กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ" จึงได้รับการตอบรับจากผู้มีเงินออมดีมาก เหนือความคาดหมายของ บลจ.ที่นำเสนอโปรดักท์ออกมาด้วยซ้ำไป

แม้ผลตอบแทนที่กองทุนรวมประเภทนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.2% ต่อปี ด้วยระยะเวลาการลงทุนที่สั้นเพียง 6 เดือนก็ตาม แต่เมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์แล้ว กองทุนประเภทนี้ก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ประมาณ 2.5% และเงินฝากประจำ 6 เดือน ประมาณ 1% ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา บลจ.ต่างๆ ที่นำเสนอโปรดักท์ประเภทนี้ออกมา จึงได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น
"กองทุนเปิดทหารไทย พรีเมียร์ ฟันด์6M1-3" ของบลจ.ทหารไทย ระดมทุนได้ทั้งหมด 10,176 ล้านบาท ,"กองทุนเปิดยูโอบีเอฟไอ6/1-6/5" ของบลจ.ยูโอบี(ไทย) ระดมทุนได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือ "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้6M1" ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ที่ระดมทุนได้ 6,872 ล้านบาท

ซึ่งทั้ง 3 บลจ.เองก็มีแผนที่จะนำเสนอกองทุนลักษณะนี้ต่อเนื่องออกมาอีกทุกเดือนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ นอกจากนี้ บลจ.อื่นเองก็มีแผนที่จะนำเสนอโปรดักท์ลักษณะเดียวกันนี้ออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบลจ.กรุงไทย หรือบลจ.เอ็มเอฟซี เป็นต้น อะไรที่ทำให้กองทุนลักษณะนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

ความเสี่ยงต่ำกว่า

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "โชติกา สวนานนท์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย บอกว่า "กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ" เหล่านี้ถือว่าเป็นกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ หรือ "กองทุน FIF" รูปแบบหนึ่ง โดยกองทุนประเภทนี้จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่เสนอขายในต่างประเทศ โดยมีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยเงินส่วนที่เหลือจะลงทุนในเงินฝากหรือตราสารแห่งหนี้ในประเทศที่มีความมั่นคงสูง ทั้งนี้กองทุนประเภทนี้ที่ออกมาส่วนใหญ่จะมีอายุโครงการประมาณ 6 เดือน เสนอขายเพียงครั้งเดียว เมื่อครบกำหนดอายุกองทุนก็จะขายคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ถือหน่วยพร้อมด้วยผลตอบแทนไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นกองทุน FIF ประเภทหนึ่ง แต่ก็มีการป้องกันความเสี่ยงในเรื่องของค่าเงินเอาไว้ทั้งหมด จึงทำให้กองทุนประเภทนี้ไม่มีความเสี่ยงในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากนี้ตราสารที่กองทุนเหล่านี้ไปลงทุนก็เป็นตราสารหนี้ในต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ออกโดยสถาบันการเงินชั้นนำของโลกที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับ Investment Grade ตั้งแต่ AA ขึ้นไป ซึ่งมีอันดับเครดิตเรทติ้งดีกว่าอันดับเครดิตของประเทศไทยที่ระดับ BBB+ ดังนั้นในเรื่องความมั่นคงของผู้ออกตราสารหนี้เองก็ถือว่าอยู่ในระดับที่สูงมาก นอกจากนี้ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศประมาณ 1% ดังนั้นกองทุนรูปแบบนี้จึงได้รับการตอบรับจากนักลงทุนค่อนข้างดี

"กองทุนประเภทนี้จะเป็นอีกทางเลือกในการลงทุนของผู้ลงทุนไทยที่จะกระจายการลงทุนออกไปนอกประเทศ เป็นการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าได้จริง"

ผลตอบแทนสูงกว่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมกองทุนประเภทนี้ถึงให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยในประเทศไทย "วนา พูลผล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี(ไทย) บอกว่า ในขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศไทยยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำและยังมีแนวโน้มจะปรับตัวลงได้อีกนั้น ดอกเบี้ยในต่างประเทศกลับทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงอยู่ จึงเกิดส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยในประเทศและดอกเบี้ยในต่างประเทศเกิดขึ้น

ซึ่งตรงนี้คือ "โอกาสในการลงทุน" ที่เรามองเห็น เราก็ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน(P/N)ของธนาคารในเมืองนอกที่มีเรทติ้งดีๆ ในภูมิภาคต่างๆ ดอกเบี้ยที่ได้ก็จะได้เป็นสกุลเงินต่างๆ ตามที่เราเข้าไปลงทุน เมื่อครบอายุเราก็จะได้เงินต้นพร้อมด้วยผลตอบแทนคืนมาในรูปสกุลเงินนั้นๆ เราก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเงิน "ไทยบาท" ก็จะเสียค่าใช้จ่ายอะไรนิดหน่อยแต่เสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วผลตอบแทนที่ได้ก็ยังอยู่ที่ 3% กว่าๆ เปรียบเทียบกับการซื้อพันธบัตรรัฐบาลตอนนี้หักแล้วเหลือประมาณ 2.6-2.7% ผลตอบแทนต่างกันค่อนข้างเยอะ ซึ่งอันนี้มันเป็นโอกาส

"แต่คิดว่าโอกาสตรงนี้จะค่อยๆ ปิดไปในอนาคต แต่ว่าตรงนี้เป็นโอกาสที่จะทำให้ผู้ลงทุนกลับไปลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนดี นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของกองทุนประเภทนี้ทำได้ค่อนข้างดีทีเดียว"

จับกลุ่มลูกค้าเงินฝาก

โดย "ธีรพันธุ์ จิตตาลาน" รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย มองว่า กองทุนประเภทนี้ออกมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าเงินฝากโดยเฉพาะ ซึ่งลูกค้าเงินฝากเขาก็จะเปรียบเทียบผลตอบแทนของกองทุนกับเงินฝาก เงินฝากประจำตอนนี้ 2.25% หักภาษีเสร็จเหลือประมาณ 2% แบบนี้ไปลงทุนผ่านกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทน 5.2-5.3% เรทติ้งตั้งแต่ AA ขึ้นไปไม่ดีกว่าหรือ เสร็จแล้วทำสวอป(Swap)ปิดความเสี่ยงค่าเงินหมดหักค่าบริหารจัดการไปแล้วยังเหลือผลตอบแทนสุทธิให้กับนักลงทุน 3.1-3.2% มากกว่าเงินฝากประจำตั้ง 1% แบบนี้ ทำไมผู้ฝากเงินจะไม่สนใจ

ซึ่งกองทุนประเภทนี้ก็ถือเป็นการยกระดับการเรียนรู้ของผู้ฝากเงินไปอีกระดับหนึ่ง จากในอดีตที่เคยฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ 3 เดือน 6 เดือนกับธนาคารพาณิชย์ ก็มีโปรดักท์กองทุนรวมที่เป็นกองทุนตราสารตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอายุ 3 เดือน 6 เดือนที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ผู้ฝากเงินเริ่มเรียนรู้ย้ายเงินมาลงทุนกับกองทุนรวมที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลแบบโรลโอเวอร์ เพราะเดิมพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แต่กองทุนประเภทนี้ก็จะมาเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าพันธบัตรรัฐบาล ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากเองก็ยังต่ำอยู่

"ความแตกต่างของดอกเบี้ยในประเทศ และต่างประเทศเองยังมีอยู่ ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายอาร์พี 1 วันของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 3.25% แต่ยุโรปอยู่ที่ 4.25% อเมริกา 5.25% อังกฤษอยู่ 5.75 นี่เรายังไม่ได้ไปลงทุนในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 7-8% นะ"

คุ้มค่าที่จะออกไปลงทุน

เกี่ยวกับเรื่องนี้ "กำพล อัศวกุลชัย" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจกองทุนรวม บลจ.ไทยพาณิชย์ บอกว่า กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศนี้ถือเป็นทางเลือกในการลงทุนเพิ่มสำหรับผู้ลงทุนไทย โดยเฉพาะในช่วงเวลาแบบนี้ที่ดอกเบี้ยเราถูก แล้วค่าเงินบาทแข็ง ก็คุ้มค่าที่จะออกไปลงทุนถือเป็นการช่วยชาติทางอ้อมด้วย เพราะตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5% มีมากมายในตลาดต่างประเทศ เป็นตราสารหนี้ของสถาบันการเงินที่มีอันดับเรทติ้งสูง แล้วให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงพอสมควรและเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่าเมืองไทย ในขณะที่เมืองไทยดอกเบี้ยกำลังอยู่ในทิศทางขาลง แต่ก็จะลงไปไม่มากนัก กองทุนประเภทนี้จึงจะก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกให้นักลงทุนไทยในช่วง "12 เดือนข้างหน้า"

ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยในประเทศและดอกเบี้ยต่างประเทศน่าจะเพิ่มขึ้น ถ้าต่างประเทศขยับดอกเบี้ยขึ้น ผลตอบแทนก็ต้องสูงขึ้น ในขณะที่ดอกเบี้ยเราลง ทั้งนี้ คาดว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศลดดอกเบี้ยอาร์พี 1 วัน ได้อีกสักครั้ง ในกรอบ 0.25-0.50% ก่อนสิ้นปี 2550 นี้ ซึ่งแน่นอนว่าดอกเบี้ยเงินฝากก็จะต้องปรับตัวลงตามอยู่แล้ว มันก็ต่างกันเพิ่มขึ้น โอกาสกว้างมีมากกว่าเพราะในทิศทางของดอกเบี้ยเรากำลังจะลง ในขณะที่ต่างประเทศกำลังขึ้น

"จนกว่าจะถึงกลางๆ ปีหน้าที่ดอกเบี้ยเราจะขยับขึ้นมา ส่วนต่างตรงนี้ก็จะแคบลงมาถึงตอนนั้นเราค่อยมาตัดสินใจอีกทีว่าควรจะไปมั้ย เพราะเมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลงมาถึงระดับหนึ่ง เมื่อทิศทางดอกเบี้ยในประเทศปรับตัวขึ้น อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศผ่านกองทุนประเภทนี้อีก"

6-12 เดือนระยะเวลาลงทุนที่เหมาะสม

โดยกำพล แนะนำว่า กองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเหล่านี้มีอายุโครงการประมาณ 6 เดือน ก็เพราะเป็นระยะเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพราะเรามองว่าทิศทางดอกเบี้ยในประเทศจะปรับตัวขึ้นประมาณกลางปี 2551 พอครบ 12 เดือน เราก็จะเห็นทิศทางดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นมันจะไม่มี บลจ.ไหนที่ออกกองทุนยาวกว่านี้ แล้วก็ไม่มี บลจ.ไหนที่จะออกสั้นกว่านี้ เพราะถ้าสั้นไปต้นทุนการออกกองทุนจะสูงกว่าไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการโรล ต้นทุนของการระดมทุน ต้นทุนของการไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้นระยะเวลาการลงทุน
"6 เดือน- 1 ปี" ถือเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมพอดีแล้ว

"ตอนนี้เราเริ่มจากการให้ความรู้กับผู้ลงทุนให้ลงทุนในระยะ 6 เดือนก่อน ถ้าลูกค้ามีความเข้าใจมากขึ้น เราก็อาจจะขยับไปเป็นกองทุนที่มีอายุ 1 ปี ได้เช่นกัน ไม่ใช่ละเลย แต่ 6 เดือนนี้ง่ายๆ กว่า แล่วคนลงทุนก็ตัดสินใจได้ง่ายกว่าด้วย เพราะการออกโปรดักท์ต้องดูถึงความต้องการของผู้ลงทุนซึ่งเป็นลูกค้าด้วย"

เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้มีเงินออม

แล้วกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศนี้จะเข้ามาทดแทนกองทุนพันธบัตรในประเทศอายุ 6 เดือนหรือไม่ อย่างไร วนาตอบว่า กองทุนประเภทนี้คงไม่ได้เข้ามาทดแทนกองทุนพันธบัตรอายุ 6 เดือนในประเทศแต่ประการใด หากแต่เป็นกองทุนที่จะก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่เพิ่มเติมให้กับผู้ลงทุนมากกว่า โดยกองทุนตราสารตลาดเงินหรือกองทุนพันธบัตรรัฐบาลประเภทโรลโอเวอร์ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปีก็ยังคงจะมีอยู่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนต่อไป เพราะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่พอใจกับการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยรับผลตอบแทน 2.6-2.7% ก็เอาแล้ว สบายใจ กองทุนพันธบัตรโรลโอเวอร์ 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี ก็จะยังเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนกลุ่มนี้อยู่ เพราะลูกค้าบางคนไม่รู้จักอะไรยกเว้นการฝากเงิน เขาก็จะฝากเงินไว้ในการลงทุนอะไรที่ปลอดภัย เช่น กองทุนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศ

"แต่นักลงทุนที่มีความเข้าใจมากขึ้น รู้ว่ากองทุนประเภทนี้เราไปลงทุนในอะไร เขาก็จะออกไปลงทุน เพราะเขาเข้าใจว่ากองทุนประเภทนี้เป็นการไปลงทุนในตราสารหนี้เมืองนอก ที่มีอันดับเครดิตดีมาก เอามาปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูงไปแล้วไม่เสี่ยง มันเข้าใจง่าย เรื่องความเสี่ยงค่าเงินก็หมดไป ทุกคนก็มั่นใจขึ้นที่จะกระจายเงินไปลงทุนในต่างประเทศ กองทุนประเภทนี้ถึงขายดีมากแล้วยังมีดีมานด์ในตลาดอีกมากทีเดียว"

จุดอิ่มตัวของกองทุน

อย่างไรก็ตาม วนามองว่าโอกาสการลงทุนผ่านกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศนี้จะค่อยๆ ปิดตัวเองลงในที่สุด เมื่อส่วนต่างของดอกเบี้ยในต่างประเทศและในประเทศเริ่มแคบลง โดยมองว่าถ้าผลตอบแทนของกองทุนต่ำกว่า 3% ก็อาจจะไม่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนแล้ว

ในขณะที่กำพล มองว่า ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยต่างประเทศและในประเทศหากแคบเกินไปก็อาจจะไม่คุ้มค่าที่จะออกไปลงทุนสำหรับนักลงทุน แคบระดับไหนนั้นในแง่ของ บลจ.เองก็ขึ้นกับเม็ดเงินเหมือนกัน ถ้ามีดีมานด์เข้ามา แคบระดับ 0.50% ก็ยังสามารถที่จะทำได้ แต่คงต้องถามว่าแล้วมันจำเป็นมั้ยที่จะต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศ

สมมติเรามี เงิน 1,000 บาท ดอกเบี้ยต่างกัน 0.50% ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลยนะ เพราะปีหนึ่งมันนิดเดียว แต่ถ้าเรามีเงิน 1,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่างกัน 0.50% ก็เยอะ แต่ถ้าส่วนต่างอยู่ต่ำกว่า 0.25% มันก็ไม่มีนัยสำคัญ กองทุนประเภทนี้ก็คงต้องหมดไป

ทั้งหมดนี้คงทำให้ผู้ลงทุนรู้จักกองทุนที่ไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้มีเงินออมไทยอย่างแท้จริง ที่จะนำเงินบาทที่ได้ดอกเบี้ยต่ำในประเทศออกไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในต่างประเทศ



BangkokBizNews
Last update : 8/22/2007 11:47:40 AM
http://www.msnth.com/msn/money2/content.aspx?id=8345&ch=244

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Oct 05, 2007 10:08 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ฟันธง!เกณฑ์สิทธิประโยชน์ทางภาษี
กรณีลงทุนในกองทุนรวม RMF


ถาม ตามที่มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ว่าคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการในการแก้ไขหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการลงทุนในกองทุนรวม RMF นั้น ไม่ทราบว่ามีหลักเกณฑ์ใดที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างครับ

ตอบ เมื่อวันที่ 18 ก.ย.50 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการในการแก้ไขหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการลงทุนในกองทุนรวม RMF โดยกระทรวงการคลังได้ชี้แจงต่อคณะรัฐมนตรีว่า ตามที่ได้มีการออกกฎกระทรวงตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 246 (พ.ศ. 2547) กำหนดให้ผู้ที่ขายหน่วยลงทุนคืนให้แก่กองทุนรวม RMF ได้รับการยกเว้นภาษี หากถือหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี นับแต่วันซื้อหน่วยลงทุน ซึ่งทำให้ผู้เสียภาษีเข้าใจว่าการขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อได้ถือครองหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี ที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกับกรณีการขายคืนหน่วยลงทุนเนื่องจากเหตุสูงอายุ คือ มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ทำให้เกิดความเข้าใจว่าผู้ลงทุนไม่มีความจำเป็นต้องถือหน่วยลงทุนจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์แต่อย่างใด

ซึ่งไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ต้องการให้มีการออมระยะยาว เพื่อใช้ในวัยสูงอายุโดยมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ จึงได้มีการเสนอร่างแก้ไขหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการลงทุนในกองทุนรวม RMF เพื่อพิจารณาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าวโดยจะมีผลกับหน่วยลงทุนที่ผู้มีเงินได้ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.50 เป็นต้นไป

ดังนั้น หลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการลงทุนในกองทุนรวม RMF จะมีการแยกพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. กรณีหน่วยลงทุนที่ผู้มีเงินได้ซื้อมาก่อนวันที่ 1 ต.ค.50 หากผู้มีเงินได้มีการลงทุนในกองทุนรวม RMF อย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว แม้ผู้มีเงินได้จะมีอายุยังไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนเฉพาะส่วนที่กล่าวมานั้น จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเหมือนกับกรณีการขายคืนหน่วยลงทุนเมื่อมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปีและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ คือ ได้ทั้งการยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุน และไม่ต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง 5 ปีด้วย

แต่หากผู้มีเงินได้ขายคืนหน่วยลงทุนเฉพาะส่วนที่กล่าวมานั้นที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาน้อยกว่า 5 ปี ไม่ว่าผู้มีเงินได้จะมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วหรือไม่ก็ตาม ผู้มีเงินได้จะต้องนำกำไรจากการลงทุนที่ได้ไปรวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีนั้น รวมทั้งต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง 5 ปีให้กับกรมสรรพากรภายในเดือนมี.ค.ของปีถัดจากปีที่ขายคืนหน่วยลงทุนนั้นด้วย

2. กรณีหน่วยลงทุนที่ผู้มีเงินได้ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.50 เป็นต้นไป หากผู้มีเงินได้มีการลงทุนในกองทุนรวม RMF อย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปีแล้ว มีการขายคืนหน่วยลงทุนเฉพาะส่วนที่กล่าวมานั้น ก่อนที่จะมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ผู้มีเงินได้จะได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนเท่านั้น โดยยังคงมีหน้าที่จะต้องนำสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง 5 ปี คืนให้กับกรมสรรพากรภายในเดือนมี.ค.ของปีถัดจากปีที่ขายคืนหน่วยลงทุนนั้น

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีกำไรจากการลงทุนและไม่ต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง 5 ปี ก็ต่อเมื่อผู้มีเงินได้ขายคืนหน่วยลงทุนที่มีการลงทุนในกองทุนรวม RMF อย่างต่อเนื่องมาไม่น้อยกว่า 5 ปีและผู้มีเงินได้มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วเท่านั้น

แต่หากผู้มีเงินได้ขายคืนหน่วยลงทุนเฉพาะส่วนที่กล่าวมานั้นที่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาน้อยกว่า 5 ปี ไม่ว่าผู้มีเงินได้จะมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์แล้วหรือไม่ก็ตาม ผู้มีเงินได้จะต้องนำกำไรจากการลงทุนที่ได้ไปรวมเป็นเงินได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีนั้น รวมทั้งต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง 5 ปีให้กับกรมสรรพากรภายในเดือนมี.ค.ของปีถัดจากปีที่ขายคืนหน่วยลงทุนนั้นด้วยเช่นกัน

คราวนี้ผู้มีเงินได้ที่ได้ลงทุนไว้แล้วหรือกำลังคิดที่จะลงทุนในกองทุนรวม RMF ก็ได้รับทราบถึงหลักเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกรณีการลงทุนในกองทุนรวม RMF ที่ชัดเจนแบบฟันธง! แล้วนะครับ อย่างไรก็ดี หากผู้ลงทุนหรือผู้ที่สนใจจะลงทุนแล้วยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หมายเลขโทรศัพท์ 0-2264-0900 ได้ตลอดเวลาทำการครับ



BangkokBizNews
Last update : 10/1/2007 11:12:09 AM

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Oct 15, 2007 1:19 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Mutual Fund Clinic

กองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF

Q...ผมได้เริ่มลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เมื่อปีที่ผ่านมา แล้วได้ยินมาว่าหากลงทุนในกองทุนรวมทั้งสองกองทุนแล้วจะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องกับกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF เดิมที่เคยลงทุนแล้วเท่านั้นไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ครับ

A....มีผู้ลงทุนที่ได้รับทราบข้อมูลที่ทำให้ไม่มั่นใจกับเงื่อนไขการลงทุนในกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF เกี่ยวกับประเด็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องของกองทุนรวมทั้งสองกองทุน และได้โทรศัพท์และ E-MAIL มาสอบถามที่สมาคมบริษัทจัดการลงทุนกันอยู่บ่อยๆ เลยครับ

เพื่อให้จดจำได้ง่ายๆ เนื่องจากกองทุนรวมทั้งสองกองทุนมีความแตกต่างกัน ผมจึงขอให้จดจำโดย การทำความเข้าใจจากเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนรวมทั้งสองกองทุนดังนี้ คือ

- กองทุนรวม RMF นั้นได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะยาวเพื่อการเกษียณอายุ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายกองทุนรวม RMF จึงมีเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนต้องมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องกรณีที่ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดานั้นมีเงินได้ไปจนกระทั่งเกษียณอายุ โดยกรมสรรพากรกำหนดให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มขั้นต่ำตามจำนวนที่กรมสรรพากรกำหนดในกองทุน RMF ทุกๆ ปีคือ ต้องลงทุนเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของเงินได้ทั้งหมดในปีนั้นหรือ 5,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า อย่างไรก็ดี กรมสรรพากรก็ให้ความยืดหยุ่นไว้ในกรณีผู้มีเงินได้ที่มีความจำเป็นซึ่งไม่สามารถลงทุนเพิ่มได้

ในปีใด กรมสรรพากรก็ให้สิทธิแก่ผู้มีเงินได้ที่จะระงับการลงทุนในปีนั้นๆ ได้แต่ต้องไม่ใช้สิทธิติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี กล่าวคือ ผู้มีเงินได้สามารถลงทุนเพิ่มแบบปีเว้นปีก็ได้ แต่หากผู้มีเงินได้ยังคงมีเงินได้โดยมีการระงับการลงทุนติดกัน 2 ปีจะถือว่าผู้ลงทุนปฏิบัติผิดเงื่อนไขการลงทุนในปีที่ระงับการลงทุนปีที่ 2 นั้น ซึ่งผู้มีเงินได้ มีหน้าที่จะต้องยื่นแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพื่อคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวม RMF ย้อนหลัง 5 ปีปฏิทิน ภายในเดือนมี.ค.หลังจากปีที่ปฏิบัติผิดนั้นครับ

- กองทุนรวม LTF นั้นได้รับการสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างเสถียรภาพของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยการให้ผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดาออมเงินผ่าน

กองทุนรวม LTF เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน โดยไม่ได้มีเป้าหมายว่าผู้มีเงินได้จะต้องออมเงินสะสมเพิ่มอย่างต่อเนื่องเลยคือ ผู้มีเงินได้สามารถลงทุนในกองทุนรวม LTF ในปีใดๆ ก็ได้ตามความต้องการของผู้มีเงินได้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

โดยการลงทุนในแต่ละปีนั้นจะมีเงื่อนไขให้ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวม LTF นั้นไปอย่างน้อย 5 ปีปฏิทินจึงสามารถไถ่ถอนคืนได้โดยได้รับยกเว้นให้ไม่ต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับจากเงินลงทุนในกองทุนรวม LTF เฉพาะก้อนนั้น การไม่ลงทุนเพิ่มหลังจากที่ได้มีการลงทุนในกองทุนรวม LTF ไปแล้วไม่ได้ทำให้ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับจากการลงทุนในกองทุนรวม LTF มาแต่อย่างใดครับ

จากที่กล่าวมาแล้วนั้นก็คงพอจะทำให้ผู้ที่ลงทุนหรือกำลังตัดสินใจที่จะลงทุนได้ทราบถึงเงื่อนไขการลงทุนของกองทุนรวม RMF และกองทุนรวม LTF เกี่ยวกับประเด็นการลงทุนอย่างต่อเนื่องที่ชัดเจนไปแล้วนะครับ คราวนี้คงมาพูดกันถึงประเด็นที่ว่าเมื่อได้ลงทุนในกองทุนรวม RMF หรือกองทุนรวม LTF กองทุนใดแล้ว หากต้องการลงทุนเพิ่มอีกจะต้องลงทุนในกองทุนเดิมหรือไม่ เรื่องนี้ขอเรียนว่าไม่ได้มีการกำหนดหรือมีข้อจำกัดในเรื่องดังกล่าวเลย ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงสามารถเลือกที่จะลงทุนเพิ่มกับกองทุนรวม RMF หรือกองทุนรวม LTF เดิมที่ได้เคยลงทุนไว้หรือจะไปลงทุนเพิ่มกับกองทุนรวม RMF หรือกองทุนรวม LTF อื่นภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทจัดการเดิมหรือของบริษัทจัดการอื่นก็ได้ครับ

สำหรับกรณีการนับปีการลงทุนของกองทุนรวม RMF กรมสรรพากรก็ให้สามารถนับรวมและถือว่าต่อเนื่องกันได้ครับ

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Sun Jan 27, 2008 2:49 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

กองทุนรวมปีหมูไฟ ตบเท้าโชว์ผลงานโดดเด่น

โดย สรวิศ อิ่มบำรุง

ปีหมูไฟที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นอีกปีหนึ่งที่ดีสำหรับธุรกิจกองทุนรวมของไทย โดยกองทุนรวมทั้งระบบมีสินทรัพย์สุทธิรวมกันเพิ่มขึ้นเป็น 1.61 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี 2549 ที่ 1.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 31.80%

ไม่เพียงการเติบโตของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารของธุรกิจกองทุนรวมเท่านั้น ในส่วนของผลการดำเนินงานของกองทุนรวมในปีที่ผ่านมา กองทุนรวมแต่ละประเภทยังสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนได้อย่างงดงามไม่น้อย

ในขณะที่เงินฝากประจำ 1 ปี ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 3 แห่งให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.87% และเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.75% นั้น

กองทุนรวมตราสารตลาดเงินที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด โดยเปรียบเทียบกับกองทุนรวมประเภทอื่นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.60% และกองทุนรวมตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.23%

ในขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปรับตัวขึ้นมา 26.22% นั้น กองทุนรวมหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 37.21% และกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 23.28% ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนที่อยู่ในเกณฑ์ดี

Fundamentals สัปดาห์นี้ มีบทสรุปผลการดำเนินงานของกองทุนรวมแต่ละประเภทจาก Lipper มานำเสนอ

........................................................

"กสิกร" แชมป์กองหุ้น-กองทุนทอง "ทหารไทย" แรง

การสรุปผลการดำเนินงานของกองทุนรวมในครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลอ้างอิงจากทาง Lipper โดยจัดแบ่งตามประเภทของกองทุนรวมนั้น ซึ่งในปี 2550 ที่ผ่านมา กองทุนรวมแต่ละประเภทมีผลการดำเนินงานดังต่อไปนี้

@กองทุนหุ้น

ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2550 ปรับตัวขึ้นมาทั้งปี 26.22% กองทุนหุ้นโดยรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 37.21% ต่อปี ชนะดัชนีอยู่ 10.99% โดยกองทุนหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดให้ผลตอบแทนสูงถึง 47.35% ในขณะที่กองที่แย่ที่สุดมีผลตอบแทน 10.05% แตกต่างกันอยู่ 37.3%

"แม้ตัวเลขผลตอบแทน 10.05% จะเป็นผลตอบแทนที่ไม่น้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่การที่เราจะเลือกกองทุนใดกองทุนหนึ่งควรจะได้มีการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนนั้นกับดัชนีมาตรฐาน(Benchmark)และกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนที่เหมือนกันด้วย"

กองทุนหุ้นที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด 5 อันดับแรกของอุตสาหกรรมในปี 2550 นั้นให้ผลตอบแทนสูงเกิน 45% ทุกกองนำมาโดยอันดับ 1 "กองทุนเปิดเค หุ้นปันผล(K-Value)" ของบลจ.กสิกรไทย ด้วยผลตอบแทน 47.35% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน(B-INFRA)" ของบลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 47.04% อันดับ 3 "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์เพิ่มผลมั่นคง(SCBPMO)" ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ด้วยผลตอบแทน 46.92% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล(BTP)" ของบลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทน 45.56% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดทีแฟมเอควิตี้(TFEQ)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 45.50%

"กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นนั้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 35.46% ชนะดัชนี 9.24% โดยกองทุนที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 46.68% และกองทุนที่แย่ที่สุดให้ผลตอบแทน 16.47% มีผลตอบแทนของกองดีที่สุดและแย่ที่สุดต่างกัน 30.21%"

กองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีผลตอบแทนสูงที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ1 ได้แก่ "กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(TEGRMF)" ของ บลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 46.68% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิด JUMBO 25 เพื่อการเลี้ยงชีพJB25RMF)" ของบลจ.ทหารไทย ผลตอบแทน 42.67% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นทุน เพื่อการเลี้ยงชีพ(SCBRM4)" ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทน 41.16% ,อันดับ4 "กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(BERMF)" ของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 39.68% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดไอเอ็นจี ไทย หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ(INGERMF)" ของบลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) ให้ผลตอบแทน 39.05%

"ด้านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) ในรอบปี 2550 ที่ผ่านมานั้น ทำผลงานได้ค่อนข้างดีโดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 34.25% ชนะดัชนีหุ้นไทยไป 8.03% โดยกองทุน LTF ที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 45.43% และกองที่แย่ที่สุดให้ผลตอบแทน 15.22% หรือมีผลตอบแทนต่างกันอยู่ 30.21%"

กองทุน LTF ที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด 5 อันดับแรก นำมาโดยอันดับ 1 "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวเอ็มเอไอ(SCBLT3)" ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ให้ผลตอบแทน 45.43% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดทิสโก้หุ้นระยะยาว(TISCOLTF)" ของบลจ.ทิสโก้ ผลตอบแทน 44.44% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดเค หุ้นระยะยาวปันผล(KDLTF)" ของบลจ.กสิกรไทย ด้วยผลตอบแทน 44.44% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดเคหุ้นระยะยาว(KEQLTF)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 44.02% และอันดับ 5 "กองทุนเปิด JUMBO 25 ปันผลหุ้นระยะยาว(JB25LTF)" ของบลจ.ทหารไทย ด้วยผลตอบแทน 42.54%

@กองทุนรวมผสมและผสมแบบยืดหยุ่น

ถือเป็นรูปแบบของกองทุนรวมที่ได้รับความนิยมจากนักลงทุนค่อนข้างมากเพราะมีพอร์ตการลงทุนที่ผสมผสานระหว่าง "หุ้น" และ "ตราสารหนี้" เข้าไว้ด้วยกัน แม้ความเสี่ยงจะลดลงมาแต่ผลตอบแทนในปี 2550 ที่ผ่านมาของกองทุนรวมประเภทนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยกองทุนผสมแบบยืดหยุ่นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 23.28% กองที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 44.09% ในขณะกองที่แย่ที่สุดมีผลตอบแทน 2.41% แตกต่างกันอยู่ 41.68%

"ทั้งนี้ผลตอบแทนของกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นนี้จะแตกต่างกันไปขึ้นกับนโยบายของกองทุนผสมนั้นว่าเน้นลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้เป็นสำคัญ ผลตอบแทนก็จะสะท้อนออกมาตามลักษณะของพอร์ตการลงทุนของกองทุนด้วยเช่นกัน"

กองทุนผสมแบบยืดหยุ่นที่มีผลการดำเนินงานที่ดีที่สุด 5 อันดับแรกของอุตสาหกรรม อันดับ 1 ได้แก่ "กองทุนเปิดทีซีเอ็ม พลทรัพย์(TCMCSF)" ของบลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 44.09% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดเคหุ้นทุนบริพัตร(K-FEQ)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 43.71% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดแอสเซท พลัส กำไรปันผล(ASP-GDF)" ของบลจ.แอสเซท พลัส ด้วยผลตอบแทน 40.93% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดทิสโก้ แอ็กเกรสซีฟ โกรท ฟันด์(TISCOAGF)" ของบลจ.ทิสโก้ ผลตอบแทน 40.02% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี-บีที อินคัมโกรทฟันด์(M-BT)" ของบลจ.เอ็มเอฟซี ด้วยผลตอบแทน 39.55%

"ส่วนกองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนแบบผสมและผสมแบบยืดหยุ่นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 28.0% โดยกองที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 44.23% และกองที่แย่ที่สุดให้ผลตอบแทน 7.21% ต่างกันอยู่ 37.02% "

กองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนผสมแบบยืดหยุ่นที่มีผลตอบแทนสูงสุด 5 อันดับแรก อันดับ1 ได้แก่ "กองทุนเปิดเค หุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ(KFLRMF)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 44.23% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดทิสโก้พลทรัพย์เพื่อการเลี้ยงชีพ(TFPRMF)" ของบลจ.ทิสโก้ ให้ผลตอบแทน 42.46% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดบัวหลวงเฟล็กซิเบิ้ลเพื่อการเลี้ยงชีพ(BFLRMF)" ของบลจ.บัวหลวง ผลตอบแทน 40.25% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดกรุงไทย วางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ 1(RMF1)" ของบลจ.กรุงไทย ผลตอบแทน 39.06% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดแอสเซท พลัสหุ้นผสมตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ(ASP-MRF)" ของบลจ.แอสเซท พลัส ด้วยผลตอบแทน 38.83%

@กองทุนตราสารหนี้

ปี 2550 ที่ผ่านมา ผลตอบแทนของเงินฝากอายุ 1 ปีของ 3 ธนาคารใหญ่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2.87% ซึ่งใช้เป็นดัชนีมาตรฐาน แต่กองทุนตราสารหนี้โดยรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.23% ต่อปี สูงกว่าผลตอบแทนของเงินฝากแบงก์อายุ 1 ปี อยู่ 1.36% และเป็นผลตอบแทนที่ชนะเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.21% อยู่ 2.02% โดยกองที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 8.21% ส่วนกองที่แย่ที่สุดมีผลตอบแทนติดลบ 17.20%

ในปีหมูไฟนี้กองทุนตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด 4 อันดับแรกเป็นกองทุนปิดที่มีอายุโครงการประมาณ 5 ปี เกือบทั้งหมดนำมาโดยอันดับ 1 "กองทุนเปิดรวงข้าวคืนกำไร3(RKI3)" ของบลจ.กสิกรไทย ด้วยผลตอบแทน 8.21% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดทรัพย์บริบูรณ์ตราสารหนี้4(PF4)" ของบลจ.ยูโอบี(ไทย) ให้ผลตอบแทน 7.63% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดรวงข้าวคืนกำไร8(RKI8)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 7.5% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดรวงข้าวคืนกำไร5(RKI5)" ของบลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 7.15% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดดัชนีพันธบัตรไทยเอบีเอฟ(ABFTH)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 6.97%

แต่ถ้าจะมองผลตอบแทนจากกองทุนตราสารหนี้ ที่เป็นกองทุนเปิดแล้ว เชื่อว่ากองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ น่าจะเป็นตัวแทนที่ดีในการสะท้อนการลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็นกองทุนเปิดในปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้กองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.97% สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ยที่ 2.87% และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.21% โดยกองที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 6.96% และกองที่แย่ที่สุดก็ยังให้ผลตอบแทน 2.40% ต่างกันอยู่ 4.56%

กองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนสูงที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ1 ได้แก่ "กองทุนเปิดกรุงไทยวางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ 2(RMF2)" ของบลจ.กรุงไทย ให้ผลตอบแทน 6.96% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดกรุงไทยวางแผนภาษีเพื่อการเลี้ยงชีพ 3(RMF3)" ของบลจ.กรุงไทย ผลตอบแทน 6.33% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย พันธบัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ(INGGBRMF)" ของบลจ.ไอเอ็นจี(ประเทศไทย) ผลตอบแทน 4.96% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดแอสเซท พลัส ตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ(ASP-FRF)" ของบลจ.แอสเซท พลัส ให้ผลตอบแทน 4.94% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ(NFRMF)" ของบลจ.ธนชาต ผลตอบแทน 4.65%

@กองทุนตราสารตลาดเงิน

ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีของ 3 ธนาคารใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.87% นั้น ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 0.75% กองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารตลาดเงินให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.6% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ยที่ 2.87% อยู่ 0.73% และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.21% อยู่ 1.39% โดยกองทุนตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 4.46% และกองที่แย่ที่สุดให้ผลตอบแทน 2.89% แตกต่างกันอยู่ 1.57%

กองทุนที่มีผลตอบแทนสูงที่สุด 5 อันดับแรก เป็นของบลจ.ทหารไทย ซึ่งเป็นกองทุนปิดที่มีอายุโครงการประมาณ 1 ปี ทั้งหมด ได้แก่ "กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร 1 ปี" รุ่นที่ 1 ,รุ่นที่ 12 ,รุ่นที่ 10 ,รุ่นที่ 9 และรุ่นที่ 2 โดยให้ผลตอบแทน 4.46% ,4.46% ,4.45% ,4.29% และ 4.29% ตามลำดับ

กองทุน RMF ที่เป็นกองทุนตราสารตลาดเงินนั้น ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.52% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ยที่ 2.87% อยู่ 0.65% และสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.21% อยู่ 1.31% โดยกองทุนตราสารตลาดเงินที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 4.01% และกองที่แย่ที่สุดให้ผลตอบแทน 3.08% แตกต่างกันอยู่ 0.93%

จากกองทุน RMF ตราสารตลาดเงินทั้งหมด 6 กองทุน ทุกกองทุนล้วนมีผลการดำเนินงานดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด โดยกองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนตราสารตลาดเงินที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุด 5 อันดับแรก อันดับ1 ได้แก่ "กองทุนเปิดธนชาตตลาดเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ(NMRMF)" ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทน 4.01% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิด ตราสารการเงินคุณค่า เพื่อการเลี้ยงชีพ(M-RMF)" ของบลจ.วรรณ ด้วยผลตอบแทน 3.71% ,อันดับ3 "กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อการเลี้ยงชีพ(SCBRM1)" ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ผลตอบแทน 3.60% ,อันดับ4 "กองทุนเปิดเค บริหารเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ(KMMRMF)" ของบลจ.กสิกรไทย ผลตอบแทน 3.49% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดอยุธยาตราสารเงินเพื่อการเลี้ยงชีพ(AYFCASHRMF)" ของบลจ.อยุธยา ด้วยผลตอบแทน 3.24%

@กองทุน FIF

ในส่วนของกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ(FIF)นั้น แม้จะเจอค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมากว่า 15.58% แต่ยังสามารถที่จะสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยกองทุน FIF ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.72% สูงกว่าดัชนีมาตรฐานของหุ้นคือ ดัชนี MSCI AC World ที่บวก 2.52% และสูงกว่าดัชนีมาตรฐานของตราสารหนี้คือ ดัชนี UBS Global Covertible ที่บวก 3.63% อยู่ 2.2% และ 1.09 ตามลำดับ โดยกองทุนที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 24.61% และกองที่แย่ที่สุดมีผลการดำเนินงานติดลบ 11.70%

กองทุน FIF ที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม 5 อันดับแรก อันดับ1 ได้แก่ "กองทุนเปิดทหารไทย โกลด์ฟันด์(TMBGOLD)" ของบลจ.ทหารไทย ด้วยผลตอบแทน 24.61% ,อันดับ 2 "กองทุนเปิดวรรณเอเอ็มโกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต เอควิตี้ ฟันด์(1AM-GEM)" ของบลจ.วรรณ ผลตอบแทน 22.70% ,อันดับ 3 "กองทุนเปิดอเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอควิตี้ ฟันด์(ABAPAC)" ของบลจ.อเบอร์ดีน ผลตอบแทน 21.49% ,อันดับ 4 "กองทุนเปิดธนชาตอินฟราสตรัคเจอร์ แอนด์ แน็ชเชอรัลรีซอร์ส ฟันด์ ออฟ ฟันด์(T-INFRA)" ของบลจ.ธนชาต ผลตอบแทน 14.42% และอันดับ 5 "กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี โกลบอล สมาร์ท ฟันด์(MGS)" ของบลจ.เอ็มเอฟซี ผลตอบแทน 11.95%

ทั้งหมดนี้คือ ผลงานของกองทุนรวมแต่ละประเภทในปีหมูไฟที่ผ่านมา หวังว่าอย่างน้อยจะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในปีนี้ของบรรดานักลงทุน

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/fundamental/20080103/news.php?news=column_25445240.html

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Feb 04, 2008 9:55 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ภาระภาษีในการซื้อ RMF & LTF
กรณีไม่ใช้สิทธิลดหย่อน(1)


Q......หากผมได้ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เพราะอยากที่จะเก็บออมเงินในระยะยาว โดยผมไม่เคยคิดที่จะนำเงินค่าซื้อไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้เลย

เมื่อผมได้ไถ่ถอนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมทั้งสองประเภทภายหลังจากที่ผมได้ลงทุนและถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวแล้วตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนดไว้ ผมจะได้รับยกเว้นภาษีหรือไม่ครับ

A.......ผมขอให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับความแตกต่างในการลงทุนใน RMF และ LTF กับการลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ RMF และ LTF ดังนี้

คือ กรมสรรพากรได้ให้การยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ที่เป็นกำไรที่เกิดจากการลงทุนในกองทุนรวม เว้นแต่กรณีที่กองทุนรวมนั้นเป็น RMF และ LTF เมื่อลงทุนได้ลงทุนใน RMF และ LTF แล้วมีกำไรที่เกิดจากการลงทุน ผู้มีเงินได้มีหน้าที่ในการนำเงินกำไรที่ได้รับนั้นไปรวมกับเงินได้อื่นๆ เพื่อคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี

ต่อจากนั้น กรมสรรพากรจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการลงทุนใน RMF และ LTF เพื่อให้ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดามีสิทธิในการนำเงินค่าซื้อ RMF และ LTF ไปใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี และให้ผู้มีเงินได้ที่ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรที่เกิดจากการลงทุนใน RMF และ LTF เมื่อมีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนดไว้

ซึ่งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการลงทุนใน RMF และ LTF จะประกอบด้วยข้อกำหนดที่สำคัญ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในการซื้อ RMF และ LTF ของผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา

แต่ละคนว่ามีจำนวนสูงสุดต่อปีอย่างไร โดยกรมสรรพากรได้กำหนดจำนวนเงินค่าซื้อสูงสุดสำหรับผู้มีเงินได้ที่จะนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ไว้ที่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษีนั้น แต่เงินค่าซื้อดังกล่าวนั้นจะต้องไม่เกินกว่า 300,000 บาท

อย่างไรก็ดี กรณีที่เป็นเงินค่าซื้อ RMF นั้น เมื่อรวมกับเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้วจะต้องมีจำนวนไม่เกินกว่า 300,000 บาท ด้วย

ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องการลงทุนและการถือหน่วยลงทุน เพื่อให้ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรที่เกิดจากการลงทุนและการยกเว้นให้ไม่ต้องคืนสิทธิลดหย่อนภาษีที่เคยได้รับย้อนหลัง โดยกรณี LTF จะมีข้อกำหนดเพียงให้ถือหน่วยลงทุนที่ลงทุนไว้นั้นไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน

ส่วนกรณี RMF จะมีข้อกำหนดที่มากกว่าทั้งในเรื่องของการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี แต่สามารถเว้นการลงทุนได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน คือ สามารถลงทุนแบบปีเว้นปีก็ได้

ทั้งนี้ หากผู้มีเงินได้เว้นการลงทุนติดต่อกัน 2 ปี เมื่อใดจะถือว่าปฏิบัติผิดเงื่อนไขการลงทุนทันที นอกจากนั้น การลงทุนใน RMF ยังมีการกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำที่จะต้องลงทุนเพื่อนับว่ามีการลงทุนอย่างต่อเนื่องไว้ที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3% ของเงินได้ทั้งหมดที่ได้รับในปีภาษีนั้นหรือ 5,000 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า

เดี๋ยวครั้งหน้า มาตอบคำถามนี้กันต่อนะครับ เพราะคำถามเกี่ยวกับกองทุน RMF และ LTF ยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนและผู้ที่ต้องการประหยัดภาษี

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมส่งคำถามของคุณมาได้ตามอีเมลของสมาคมบริษัทจัดการฯ นะครับ หรือจะคลิกเข้าไปหาข้อมูลได้ที่ www.aimc.or.th หรือโทรศัพท์มาได้ที่ 02-2640900



BangkokBizNews
Last update : 2/4/2008 12:05:20 PM

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Feb 11, 2008 5:07 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Kiatnakin Bank: "ดอกเบี้ยสูงไม่เกินเอื้อม" 12 เดือน รับ 3.50% และ 18 เดือน รับ 3.75%



เงื่อนไข
1. เป็นบุคคลธรรมดาชื่อเดียวเท่านั้น
2. วงเงินฝากขั้นต่ำที่ 500,000 บาท
3. ลูกค้า 1 รายฝากได้ สูงสุด 2 ล้านบาทเท่านั้น
4. ลูกค้าต้องมีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันเพื่อรับโอนดอกเบี้ยและเงินต้นเมื่อครบกำหนด
5. มีผลตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม - 15 กุมภาพันธ์ 2551
6. เงื่อนไขอื่นให้ใช้ตามเงื่อนไขเงินฝากประจำสมุดคู่ฝากและใบรับเงินฝาก

Reference: http://www.kiatnakin.co.th/thai/news_details.asp?nid=101

..............................


To compare interest rates:

http://www.tcrbank.com/home/data/file_upload/140_20080208180454.pdf

http://www.bot.or.th/bothomepage/databank/Financial_Institutions/interestrate/interest_e.asp

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.344 วินาที