------|    1 ตุลาคม 2554: ขอเชิญชาวสวนกุหลาบฯ ร่วมงานมุทิตาจิต - 2011-09-30 15:26:09 - โดย admin1    ||    ทรงวุฒิ OSK110 แนะซื้อกองทุนGOLD99ETFช้อนซื้อทองคำจริง-99.99% - 2011-09-29 07:41:18 - โดย admin1    ||    สวนฯอาลัย: "สุบรรณ จิระพันธุ์วาณิช OSK92" อบจ.ภูมิใจไทย ลพบุรี - 2011-06-16 23:58:25 - โดย admin1    ||    แก้วสรร OSK83 ถึง ยิ่งลักษณ์'ผู้หญิงไม่มีเอกสิทธิ์ ทำลายกฎหมาย' - 2011-06-09 04:26:56 - โดย admin1    ||    หาทุนบูรณะตึกยาว 100 ปี คืน 31/5/54 ช่อง 5 สี่ทุ่มครึ่ง - 2011-05-30 13:25:46 - โดย admin1    ||    ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร OSK89 นั่งซีอีโอ ปตท.คนใหม่ - 2011-05-29 04:39:24 - โดย admin1    |------
  ชื่อ: รหัสผ่าน: รหัสยืนยัน: รหัสยืนยัน กรอกรหัสยืนยัน: [Register]
put text here

OSKNETWORK: Forums

OSKNETWORK.COM :: ดูกระทู้ - ข่าวผู้บริโภค: ตกเครื่องดีกว่าเครื่องตก
 
 คำถามถามบ่อยของกระดานข่าวคำถามถามบ่อยของกระดานข่าว   ค้นหาค้นหา   รายนามสมาชิกรายนามสมาชิก   กลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มผู้ใช้งาน 
 ข้อมูลส่วนตัวข้อมูลส่วนตัว   เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณเข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ   เข้าระบบเข้าระบบ 
ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้  OSKNETWORK.COM หน้ากระดานข่าวหลัก » กดกระดิ่งความคิด
ผู้ส่ง ข้อความ
“ลม เปลี่ยนทิศ”
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Aug 04, 2006 2:23 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ความรู้น้อยเลือกไทยรักไทย

ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตเลขาธิการ ครม. มือกฎหมายระดับอ๋องของรัฐบาลไทยรักไทย รองจาก ดร.วิษณุ เครืองาม ที่ลาออกจากราชการอย่างปุบปับไปบวช โดยไม่ยอม บอกเหตุผลเบื้องหลัง ไปพูดเรื่องการวิจัยการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยให้สถาบันพระปกเกล้า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมฟังแล้วก็ให้รู้สึกว้าเหว่ขึ้นมาจับจิต

ดร.บวรศักดิ์ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของนางถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งได้ศึกษาเรื่อง “การวัดระดับความเป็นประชาธิปไตยและการเมืองของประเทศ” ได้พบข้อมูลน่าสนใจว่า คนที่มีการศึกษาต่ำ มีสถานะทางสังคมต่ำ จะเลือกพรรคไทยรักไทย

ผมต้องขอบอกเสียก่อนว่า นี่เป็นผลการศึกษาของคุณถวิลวดี เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปของการเมืองไทยในปัจจุบัน เป็นการศึกษาในทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องการดูถูกผู้มีการศึกษาน้อย หรือผู้มีสถานะด้อยทางสังคม

ผมเขียนบอกไว้ก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครนำไปบิดเบือน

ดร.บวรศักดิ์บอกว่า ผลการศึกษาพบว่าคนไทยที่สนับสนุนพรรค การเมืองต่างๆ มีความแตกต่างกันเรื่องรายได้ การศึกษา และสถานะทางสังคม

คนที่เลือก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นชนชั้นกลาง มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 15,355 บาท พรรคไทยรักไทย ผู้สนับสนุนมีเงินเดือนเฉลี่ย 9,568 บาท พรรคชาติไทย ผู้สนับสนุนมีเงินเดือนเฉลี่ย 9,500 บาท และ พรรคมหาชน ผู้สนับสนุนมีเงินเดือนเฉลี่ย 8,331 บาท

ด้านการศึกษา จากคะแนนเต็ม 5

ผู้สนับสนุน พรรคประชาธิปัตย์ มีการศึกษาสูงสุดเฉลี่ย 1.57 อันดับสอง พรรคชาติไทย คะแนนเฉลี่ย 1.47 อันดับสาม พรรคมหาชน คะแนนเฉลี่ย 1.19 อันดับสุดท้าย พรรคไทยรักไทย คะแนนเฉลี่ยต่ำสุดที่ 1.04

ด้านสถานะทางสังคม คะแนนเต็ม 1

พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนสูงสุดที่ 0.343 พรรคชาติไทย ได้ คะแนน 0.045 พรรคไทยรักไทย ได้ที่สาม คะแนน -0.056 พรรคมหาชน ได้คะแนนต่ำสุด -0.108

ผลการศึกษายังพบอีกว่า คนไทยยอมรับเรื่องการทุจริตคอรัปชันเพิ่มขึ้น โดยปี 2544 อยู่ที่ร้อยละ 3.04 พอถึงปี 2548 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.12 แปลได้ว่า คนไทยอดทนต่อความทุจริตคอรัปชันได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี

เห็นอนาคตการเมืองไทยและประเทศไทยแล้ว ว้าเหว่ไหมครับ ถ้ายอมรับเรื่องการทุจริตคอรัปชันได้ เรื่องเลวร้ายอื่นๆก็รับได้หมด

ผมเคยนำผลการวิจัยเรื่อง “การซื้อเสียง” ของสหประชาชาติมาเขียนในคอลัมน์นี้เมื่อหลายเดือนมาแล้ว ซึ่งผลการวิจัยก็ออก มาคล้ายคลึงกันว่า ประชาชนที่มีการศึกษาน้อย สามารถซื้อเสียงได้ง่าย ถ้าหากมีนโยบายถูกใจผสมเข้าไปด้วย การซื้อเสียงก็ยิ่งง่ายขึ้น

ผมมีเรื่องราวทำนองนี้อีกชิ้นที่อยากเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องความซื่อของชาวบ้านกับการเมืองศรีธนญชัยที่ชาวบ้านไม่มีวันที่จะตามทัน

หลังจากที่รัฐบาลไทยรักไทยเริ่มนำโคออกไปแจกให้ประชาชน ตามหมู่บ้านเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อทำตามสัญญาว่าจะแจกโคให้ 1 ล้านครัวเรือน แต่ตอนนี้เพิ่งแจกไปไม่ถึงหมื่นตัว โดยแจกให้หมู่บ้านละ 2 ตัวก่อน

ก็มีคนไปสำรวจชาวบ้านในหมู่บ้านกลุ่มที่ยังไม่ได้รับแจกโค ถามว่าเชื่อหรือว่ารัฐบาลจะแจกให้ครบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจริง ชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับแจกตอบอย่างเชื่อมั่นว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะแจกให้แน่นอน ก็เพิ่งแจกมาให้สองตัวเห็นๆอยู่แล้ว

สะท้อนถึงนโยบายแจกฟรี ยังซื้อใจชาวบ้านได้อยู่เสมอ แล้วการเมืองไทยจะปฏิรูปไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างไร.

“ลม เปลี่ยนทิศ”
จันทร์เสี้ยวส่องหล้า
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Aug 04, 2006 5:03 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ทรท.ตอกย้ำ"ประชานิยม" จุดขายเลือกตั้ง15ตุลาฯ
FOCUS: แกะรอย'ทักษิณ'ทำไมต้องไปพม่า
จากการทูตโฉ่งฉ่าง ถึงการทูตชวนฉงน


"สร้างฝันให้เป็นจริง สร้างภูมิต้านทานให้สังคมเข้มแข็ง"

ส่งสัญญาณยอมรับแนวทางปฏิรูป "ทักษิณ"พร้อมปรับเปลี่ยน

ไทยรักไทย ยันไม่จำเป็นต้องสร้างนโยบายใหม่ ชูความสำเร็จนโยบายประชานิยม ปูพรมเลือกตั้ง "พรหมินทร์" เน้น “สร้างฝันให้เป็นจริง สร้างภูมิต้านทานให้สังคมเข้มแข็ง" มั่นใจหลังการเลือกตั้งประชาชนยังให้ความไว้วางใจ เลือกกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง หวั่น วิกฤติศรัทธาความเชื่อมั่น-เสถียรภาพการเมือง ฉุดเศรษฐกิจซึมยาว 1 ปี

"ไม่จำเป็นต้องสร้างนโยบายใหม่ เน้นสร้างฝันให้เป็นจริง สร้างภูมิต้านทานสังคมให้เข้มแข็ง”พรหมินทร์ ย้ำ

น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ถึงนโยบายที่พรรคจะนำมาใช้หาเสียงในการเลือกตั้ง โดยระบุว่า การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ทางพรรคคงไม่มีนโยบายใหม่ๆ อะไรเป็นพิเศษ แต่จะเน้นเรื่องของการนำเสนอกระตุ้นเตือนความเชื่อมั่นของประชาชนด้วยผลงานที่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา จนสามารถนำประเทศผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาได้

“พรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่จัดตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เริ่มใช้นโยบายในการหาเสียงมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 เพราะเราเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดีว่าต้องเสนอนโยบาย มากกว่าการเสนอเรื่องตัวบุคคล หรือใช้คารม ซึ่งสิ่งที่พรรคได้ทำในช่วงที่ผ่านมานอกจากการนำเสนอนโยบายแล้วยังเอาผลงานเป็นหลักประกัน”

การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจะนำประชาชนที่ได้ประโยชน์ จากนโยบายมาเป็นพยานหลักฐานว่า นโยบายที่ดำเนินการไปช่วยให้ชีวิตเขาเป็นอย่างไร

ความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมาของพรรคไทยรักไทย เกิดจากการยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยผลงานในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา พรรคได้เปลี่ยนแปลงประเทศจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจให้กลับมาหมุนได้อีกครั้ง ด้วยการยึดเอานโยบาย ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างโอกาส โดยช่วงแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลได้มีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(TAMC)ขึ้น เพื่อนำหนี้เน่าออกมา แล้วหาระบบผ่อนชำระใช้หนี้

นโยบายลดรายจ่ายของประชาชนที่ผ่านมา พรรคได้ดำเนินโครงการพักหนี้เกษตรกร โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนสามารถทำให้สำเร็จในเบื้องต้น โดยได้มีการขยายบริการโครงการ 30 บาทเพิ่มเติมและจะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องมีการจัดสรรหาเงินอุดหนุนต่อหัวต่อคนเพิ่มขึ้น โดยในปีแรกมีเงินอุดหนุนรายหัว 1,200 บาท แต่ขณะนี้เพิ่มเป็น 1,600 บาทแล้ว ซึ่งนโยบายนี้ทำให้คนที่ยากจนได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะไม่เคยได้รับโอกาสนี้

การเพิ่มรายได้ ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือ โอท็อปขึ้น จนทำให้สินค้าหลายชนิดส่งไปขายในต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินโครงการโคล้านครอบครัว เพิ่มราคาพืชผลการเกษตรทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์ม จนทำให้ราคาสินค้าเกษตรในแต่ละปีเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% โดยเฉพาะราคายางพารา ที่เพิ่มจาก 20 บาทต่อกิโลกรัมเป็น 100 บาทต่อกิโลกรัม เพราะว่าเราเข้าใจกลไก

การขยายโอกาส ได้จัดตั้งโครงกองทุนหมู่บ้าน ขึ้นเมื่อปี 2544 โดยมีการจัดสรรเงินให้แก่หมู่บ้านทั่วประเทศหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 74,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุนหมู่บ้านโตขึ้นกว่า 30% ขณะเดียวกันยังได้จัดตั้งโครงการธนาคารประชาชน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์) รวมทั้งโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน การจัดตั้งกองทุนไอซีแอลเพื่อให้นักเรียนกู้ยืมเงินในการศึกษา

ทั้งนี้ในส่วนของโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน หลังจากดำเนินโครงการจนถึงปัจจุบันมีคนมาติดต่อขอกู้แล้วกว่า 3 ล้านราย ได้รับการอนุมัติ 3.3 แสนราย วงเงินกู้ 3.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากนั้น ยังได้ตั้งโครงการเอสเอ็มแอลขึ้น เพื่อสร้างรากฐานประชาธิปไตยแบบใหม่ ที่ให้ประชาชนในชุมชนมีการตัดสินใจเรื่องงบประมาณแผ่นดิน ที่จะนำไปใช้ในโครงการต่างๆ จนชาวบ้านจะรู้สึกผูกพันและเป็นเจ้าของมากกว่าโครงการของรัฐบาลกลาง และโครงการของ อบต. เพราะเป็นสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ

“เราไม่จำเป็นต้องใช้นโยบายใหม่ เพราะผลงานมันฟ้องหมดแล้ว ผลงานที่ทำมายังไม่จำเป็นต้องคิดทำใหม่ เพียงแต่ทำของเก่าให้สมบูรณ์ ของเก่ายังสะดุดเลย เช่น การสร้างโครงการเมกะโปรเจคต่างๆ"

อย่างไรก็ตามหากดูการเลือกตั้งเมื่อปี 2544 ที่พรรคได้เสนอนโยบายเรื่องการแก้ไขวิกฤติ และการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ที่ได้มีการเสนอโอกาส

การรณรงค์ครั้งนี้ก็คงจะไม่ต่างกันเท่าใด แต่คงจะเน้นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งประชาชนทั่วไปคงไม่เห็นจุดนี้เท่ากับกลุ่มคนชั้นกลาง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น แต่ถ้าถามว่าเราต้องทำอะไรใหม่หรือไม่ แค่ตรงนี้ยังทำไม่เสร็จเลย ตอนนี้เราจึงต้องสร้างฝันให้เป็นจริง สร้างภูมิต้านทานสังคมให้เข้มแข็ง

ที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายต่างๆ ของพรรคไทยรักไทยจะมองอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกัน ทั้งในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมที่มีการเชื่อมโยงผลิตผลภายในประเทศกับการส่งออก ทำให้สามารถบริหารจัดการกลไกของการส่งออกได้ แม้ว่าในภาวะขณะนี้การส่งออกเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา ยังขยายตัวเกือบ 20%

ส่วนการท่องเที่ยว เรื่องสนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นตัวชี้วัดได้เป็นอย่างดี จากช่วงแรกที่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ๆ เมื่อปี 2544 พล.อ. มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ อดีตประธานบริษัทการท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่ ได้เล่าให้นายกฯ ฟังว่า สนามบินสุวรรณภูมิก่อสร้างมาแล้ว 40 ปี 19 นายกฯ 23 รัฐบาล แต่สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจริงได้ในสมัยรัฐบาลชุดนี้ หากไม่กล้าตัดสินใจโครงการนี้ก็จะไม่เกิด

ที่สำคัญคือได้มีการเพิ่มขนาดการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารเพิ่มจาก 30 ล้านคนต่อปี เป็น 45 ล้านคนต่อปีในวงเงินที่ถูกลงกว่าเดิม โดยในวันที่เข้ามาแผนการก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารที่ได้รับการอนุมัติคือ 56,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 30 ล้านคนต่อปี วันนี้สิ่งเราทำคือก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารภายในวงเงิน 38,000 ล้านบาท เพื่อรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคนต่อปี ลดลงจากวงเงินก่อสร้างเดิมถึง 18,000 ล้านบาท แต่ก็ยังถูกด่าว่าโกง คอร์รัปชัน จึงอยากถามว่าหากทำให้วงเงินการก่อสร้างลดลงแล้วสามารถขยายอาคารที่พักผู้โดยสารได้อีกยังโกง แล้ววงเงินเดิม 58,000 ล้านบาทนั้นไม่ยิ่งโกงกว่าหรือ

ขณะที่การบริหารจัดการเศรษฐกิจโดยรวม เรายังใช้แนวทางเศรษฐกิจคู่ขนานหรือ ดูโอเทรค ซึ่งหลายคนบอกว่าไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียง ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เริ่มต้น จากเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นปรัชญาที่ได้ยึดถือเรื่องรากหญ้า แต่ขณะนี้เราอยู่ในโลกของโลกาภิวัตน์ อยู่เฉยๆ เขาก็รุกเข้ามา ทั้งในเรื่องการผลิตสินค้า บริการและการเงิน เมื่อเป็นอย่างนี้จึงต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จึงต้องใช้นโยบายคู่ขนานที่เข้าใจทุนนิยม ในเรื่องของกระแสโลกาภิวัตน์

“วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นสิ่งสำคัญคือ เราได้มีการเปิดเสรีการเงิน ด้วยนโยบายบีไอบีเอฟ ซึ่งลากเอาเงินกู้จากต่างประเทศมาใช้ภายในประเทศ มาลงทุนในเรื่องใหญ่ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ ไม่ใช่เงินลงทุน เมื่อมีความไม่มั่นใจก็ดึงเงินกลับ ทำให้ต้องเป็นหนี้จำนวนมหาศาล ดังนั้นเพื่อสร้างความต้านนโยบายสร้างภูมิคุ้มกันของรากหญ้าจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ”

ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลาง ด้วยการจัดตั้งเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อทำหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง เพราะถ้าไปใช้กลไกแบงก์ปกติ จะไม่ได้รับเงินกู้ เพราะแบงก์ปกติใช้หลักการจำนำมาใช้ ถ้าต้องการกู้เงินต้องใช้อสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันก่อนจึงสามารถปล่อยกู้ได้ ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์เข้าใจถึงไอเดียมาก่อน ทำให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับนโยบายด้านต่างประเทศ ช่วงแรกที่เข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 2544 ประเทศมีหนี้สินจำนวนมาก ต่างประเทศก็ตั้งคำถาม ในช่วงแรกจึงอยู่ในช่วงการปลดเปลื้องภาวะหนี้สิน จนกระทั่ง 31 กรกฎาคม 2546 ได้ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมด ขณะเดียวกันก็ใช้นโยบายสร้างความรู้จัก สร้างความสัมพันธ์ จนนำไปสู่การค้าขาย

ช่วงแรกนายกฯ ได้เดินทางไปเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียนก่อน คือ เวียดนามและ มาเลเซีย หลังจากอาเซียนแล้ว ก็เคลื่อนไปยังเอเชีย คือจีน อินเดีย ญี่ปุ่น จากนั้นก็ไปสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และยุโรป ซึ่งการเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ได้ไปสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และการประสานความสัมพันธ์ ริเริ่มการร่วมกลุ่ม จนสร้างเกียรติภูมิของประเทศให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเสนอนโยบายเอซีดี ที่เป็นการประชุมแบบเปิด จนขณะนี้มีสมาชิกเข้าร่วมแล้ว 38 ประเทศ

“การปลดเปลื้องหนี้สินไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด เป็นการสร้างเกียรติภูมิให้แก่ประเทศ นโยบายใหม่ๆ ที่ริเริ่มไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค ล้วนสร้างเกียรติภูมิให้ประเทศทั้งสิ้น นอกจากนี้ในการฝ่าฟันวิกฤติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคซาร์ส ที่เราได้จัดประชุม การแก้ไขปัญหาไข้หวัดนก เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก นอกจากนั้นเรายังสามารถจัดการกับปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมันได้เป็นอย่างดี”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่ไทยรักไทย เข้ามาบริหารประเทศ เสถียรภาพทางการเมือง ได้นำมาสู่ความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวิกฤตการณ์ในขณะนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มถอนการลงทุน แต่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบยังไม่ปรากฏในตอนนี้ แต่ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะเริ่มเห็นแล้วว่าไม่เพิ่มขึ้น 1 ปีเป็นอย่างน้อย

สถานการณ์ขณะนี้เปลี่ยนแปลงไป วิกฤติศรัทธาความเชื่อมั่นเรื่องเสถียรภาพการเมืองไทย เริ่มเป็นปัญหาสำหรับนักลงทุนทั่วไป แต่สำหรับประชาชนฐานราก ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญจึงต้องสร้างเสถียรภาพที่เป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่ประชาชนมีส่วนร่วม โดยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ทางการเมือง ให้เกิดขึ้น เพื่อนำมาซึ่งความเชื่อมั่นของการบริโภคในประเทศ ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย เกิดการลงทุน จ้างงานและการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ

โดยหลังมีพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง มีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 สิงหาคมแล้ว ทุกอย่างต้องเดินไปข้างหน้า ปมสำคัญอยู่ที่ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระคนที่ทำหน้าที่สรรหา ต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน และเร่งให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ 2 ประการ คือ 1.ทรงปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองคลี่คลายเรื่องวิกฤตการณ์โดยเร็ว 2. ให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรให้เรียบร้อยบริสุทธิ์ยุติธรรม ดังนั้นรัฐบาลก็เตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง ขณะที่กลไกของรัฐก็ต้องเป็นกลาง และจัดสรรงบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง

ส่วนพรรคการเมืองก็ต้องดำเนินการให้การเลือกตั้ง ที่เป็นประชาธิปไตย เพราะสิ่งที่สำคัญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้และประเทศที่เป็นประชาธิปไตยปมใหญ่ คือ ให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

ทั้งนี้หากดูจากผลการเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งคนไม่รู้จักเมื่อเดือนมกราคม 2544 พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเข้ามา 14 ล้านเสียง หรือประมาณ 48% ของผู้ลงคะแนนทั้งหมด จากนั้นในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 เมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นช่วงที่คนให้ความนิยม พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้ง 19 ล้านเสียง หรือ 58% ส่วนวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่งเป็นช่วงที่ถูกกระแทกอย่างแรง ไทยรักไทยได้รับคะแนน 16 ล้านเสียง หรือ 57.8% ของผู้ลงคะแนน การเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดความคาดหมาย เชื่อว่าสถานการณ์วิกฤติคงคลี่คลาย และคนส่วนใหญ่ก็จะเลือกแนวนโยบายของพรรคไทยรักไทยให้ได้รับความนิยมกลับคืนมาอีกครั้ง

น.พ.พรหมินทร์ เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจที่ดีให้แก่ประชาชน เพื่อให้กลุ่มที่ไม่เอาพรรคไทยรักไทยไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่ากลุ่มที่ไม่เอาพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่เลือกอยู่แล้ว คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเรื่องยืนยันว่าข้อพิสูจน์ที่เป็นตัวเลขที่เป็นวิทยาศาสตร์เหล่านี้จะปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์

ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา เพราะยึดเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ และ จุดยืนเพื่อประชาชน ทำให้พรรคพร้อมที่จะปรับตัว และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงได้เสนอว่า ไทยรักไทยหัวใจ คือประชาชน จึงสามารถนำเสนอนโยบายต่างๆ ได้อย่างไร สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน อย่างถูกจังหวะและเวลา ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนต้องการอะไร ตนไม่สามารถตอบได้ต้องกลับไปถามประชาชน

--------------------------------------------------------------------

ภาวะผู้นำ"ทักษิณ"ต้นเหตุปัญหา

น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้ที่ทำงานใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีมาอย่างยาวนาน ให้ความเห็นถึงความเป็นผู้นำของรักษาการนายกฯ ทักษิณ โดยระบุว่า ภาวะความเป็นผู้นำที่สูงของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดช่องว่างและทำให้เกิดปัญหา แต่หากมองกลับไปในช่วงแรกที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะนั้นประเทศกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติ รัฐบาลจึงต้องมีผู้นำที่เข้มแข็งเพื่อนำประเทศผ่าฟันวิกฤติ แต่ขณะนี้ในสายตาคนชั้นกลางและสื่ออาจจะเห็นว่า เป็นความเข้มแข็งต่อการเลือกตั้งทำให้เกิดปัญหา แต่ความเข้มแข็งเหล่านี้ตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้อำนาจแก่รัฐบาล

นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้ยกระดับประเทศ จากฐานที่อยู่ข้างล่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่าง ในเรื่องของความคิด หลายคนตามไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหา โดยช่วงก่อนที่จะเกิดปัญหาในช่วงที่ทำเรื่องไทยแลนด์พาร์ทเนอร์ชิพก็เคยบอกรักษาการนายกฯ ว่าให้ลดความเร็วลง เพราะคนเริ่มตามความคิดไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม เนื้อแท้แม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะมีภาวะผู้นำสูง แต่ก็ยอมรับความเห็น มีความยืดหยุ่น และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ซึ่งหลังจากนี้พรรคก็จะเดินไปสู่การเลือกตั้ง โดยมี พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรค และลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่ออยู่ เมื่อการเลือกตั้งแล้วเสร็จ ก็จะเดินไปตามกลไกของรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจทั้งหมดยืนยันว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนการยุบพรรคเชื่อว่าพรรคไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมที่จะให้พิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม




FOCUS: แกะรอย'ทักษิณ'ทำไมต้องไปพม่า
3 สิงหาคม 2549 18:33 น.

พลันที่"พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"บินด่วนไปพม่า คำถามกับผู้นำไทยก็ตามมามากมาย แต่คำตอบที่ได้ก็ดูเหมือนยังไม่เคลียร์ใจมากนัก
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

: จันทร์เสี้ยว บางนรา

การไปเยือนพม่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ชนิดปัจจุบันทันด่วน ทำให้หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่ารักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย มีเรื่องลับและเร่งด่วนอะไรขนาดนั้น

เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีวี่แวว หรือสัญญาณอะไรว่ารัฐบาลไทยกับผู้นำพม่า มีวาระเร่งด่วน หรือจะเปิดเวทีการเจรจาที่เปิดเผย จึงเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอด

แต่ความลับที่ว่านี้คืออะไร .........

"กันตธีร์"ยัน"ทักษิณ"ไปพม่าไม่มีเรื่องส่วนตัว

นายกันตธีร์ ศุภมงคล รมว.ต่างประเทศ : เข้าใจว่าหลายฝ่ายคงสงสัย จริงๆ แล้วไม่มีอะไร แต่ก็มีหลายท่านคิดไปไกล เพียงแต่เป็นเวลาลงตัวที่ผู้นำทั้ง 2 สามารถพบกันได้ 1-2 ชั่วโมง เพราะนายกฯไม่ได้พบกับผู้นำพม่ามา 2 ปีแล้ว เราจึงบินไปไม่มีอะไรพูดคุยในเรื่องที่ต้องร่วมมือกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน การไปไม่มีเป้าหมายที่ต้องตกลงกัน เป็นการคุยกันถึงข้อราชการในกรอบต่างๆ ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี พหุภาคี ในสาระที่เกี่ยวกับด้านสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา เป็นการพบปะเรื่องที่ได้มีการริเริ่มและหารือกันมาแล้ว และพูดกันต่อ เพื่อเดินไปสู่ความร่วมมือต่อกัน

"ทักษิณ"ยกหูคุย "อาร์โรโย่" ก่อนบินไปพม่า

นายกิตติ วะสีนนท์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ : ในการเยือนครั้งนี้ เป็นการไปเยือนเพื่อเจรจาของคณะทำงาน มีการพูดคุยทั้งในลักษณะการประชุมเต็มคณะ และการประชุมแยก ซึ่งมีการหารือในกรอบความสัมพันธ์ทวิภาคี และพหุภาคีต่างๆ ว่ามีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามก่อนที่คณะของนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปประเทศพม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนาง กลอเรีย มาคัลปากัล อาร์โรโย่ ประธานาธิปดีฟิลิปปินส์ ในฐานะที่ประธานกลุ่มประเทศอาเซียนเพื่อแจ้งถึงการเดินทางเยือนพม่าในครั้งนี้แล้ว

"นายกฯ”ปฏิเสธเจรจาธุรกิจที่พม่า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี : "ก็อย่างนี้แหละ พูดอะไร ก็เป็นปัญหาทั้งนั้นแหละวันนี้ พูดก็มีปัญหา ไม่พูดก็มีปัญหา” ในฐานะที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านติดกันมีอะไรก็ควรจะพูดคุยกัน โดยได้ บอกถึงข้อกังวลต่าง ๆ ทั้งจากฝ่ายอาเซียนและคนอื่น ๆ ให้พม่าทราบด้วย และก่อนที่ตนจะเดินทางไปพม่าก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนางกรอเลีย อาโรโย่ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งท่านก็ได้ฝากข้อความไปถึงพม่าด้วย

“ การพูดคุยก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้พม่าได้รับทราบข้อกังวลใจ ข้อห่วงใยของอาเซียนและนานาชาติ และในฐานะที่ไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่คิดว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีอะไรที่เราพอจะช่วยทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้นก็จะเป็นประโยชน์ต่อพม่าและภูมิภาค ก็ไปคุยกัน ไม่มีอะไร ”

“อภิสิทธิ์" จี้ “ทักษิณ”แจงเหตุบินด่วนไปพม่า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ : ผมไม่ทราบว่าไปทำไม แต่ก็รู้สึกแปลกใจเพราะไม่แน่ใจว่ามีเรื่องจำเป็นเร่งด่วนขนาดไหน ซึ่งอยากให้มีความโปร่งใสในเรื่องนี้เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปที่ไหนก็ไปในนามของประเทศ ดังนั้นควรที่จะบอกให้คนในประเทศได้รับทราบความจริงว่าไปหารือเรื่องอะไรบ้าง และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างไร

“อยากให้นายกฯออกมาเปิดเผย และมีความโปร่งใสชัดเจน เพราะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีการไปพบปะกับผู้นำประเทศโดยเดินทางไปในนามของผู้นำประเทศ โดยไปเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองของกลุ่ม ไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชนหรือส่วนรวม ซึ่งไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ดังนั้นควรทำความโปร่งใส”

ผบ.ทบ.ปฎิเสธหารือพม่าเรื่องก๊าซยูเรเนียม

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก : เป็นการพัฒนาสัมพันธ์ ไม่มีการพูดถึงก๊าซยูเรเนียมหรือเรื่องอื่นๆ

"วิเศษ"ระบุพบผู้นำพม่าเจรจาซื้อก๊าซเพิ่ม

นายวิเศษ จูภิบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน :การเดินทางไปพบผู้นำรัฐบาลพม่าในครั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ได้ขอให้นายกรัฐมนตรีหารือเรื่องการรับซื้อก๊าซฯ เพิ่มจากพม่า

"สุริยะใส"ยันทักษิณไปพม่าเพื่อชินไม่ใช่เพื่อชาติ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำลายวัฒนธรรมทางการทูต หลายครั้งจนเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและทำให้คนไทยถูกมองในแง่ลบไปด้วย เพราะผู้นำพกพาวาระซ่อนเร้นทางธุรกิจและยังนำลูกชายซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหรือนักธุรกิจในเครือชินเดินไปในต่างประเทศหลายครั้งด้วยกัน

เช่น ไปเยือนเม็กซิโกและเคนย่า ก็มีข่าวไปขอลงทุนสร้างโรงแรม หรือกรณีไปพม่า นายพานทองแท้ ก็เคยเดินทางไปเยือนพม่าพร้อม พ.ต.ท.ทักษิณ หลังจากนั้นก็มีสัญญาร่วมทุนระหว่างบริษัทบากัน ไซเบอร์เทค ของพลเอกขิ่น ยุนต์ กับบริษัทชินแซทเทิลไลท์ เกิดขึ้นทันที หรือกรณีอินเดียหลังนายกไปเยือนรัฐบาลอินเดียก็ลงนามใช้บริการช่องสัญญาณของดาวไทยไทยคมต่อทันที

การเดินทางไปเยือนพม่าของรักษาการนายกรัฐมนตรีที่พบกับผู้นำของพม่า แม้จะไปอย่างเร่งด่วน ในฐานะเจ้าของประเทศคนหนึ่ง ก็น่าจะมีสิทธิ์ทวงถามว่า ไปทำไม ไปทำอะไร และมีสิ่งซ่อนเร้นอะไรหรือไม่

แต่นั่นแหละอยู่ที่ว่าท่านรักษาการนายกรัฐมนตรี จะตอบได้หรือไม่ เท่านั้น

จากการทูตโฉ่งฉ่าง ถึงการทูตชวนฉงน
3 สิงหาคม 2549 19:24 น.

ถ้าหากการเยือนพม่า อย่างฉับพลันของ ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเป็นเรื่อง "รูทีน" หรือปกติ ก็ไม่ควรจะมีความลับอะไร...สมควรที่คนเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีจะนั่งลงตอบคำถามของนักข่าวอย่างละเอียดลออ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ยิ่งทักษิณ บอกว่า ได้หารือกับผู้นำทหารพม่า "ทุกเรื่อง...ทั้งสังคม เศรษฐกิจและการเมือง ทั้งทวิภาคีและพหุภาคี แต่ไม่สามารถพูดรายละเอียดแต่ละเรื่องได้...ขอให้รู้ว่าคุยทุกเรื่อง..." ก็ยิ่งสร้างความสงสัยคลางแคลงให้กับคนไทยยิ่งขึ้น

เพราะหากพูดคุยกันมากมายหลายเรื่องเช่นนั้น ก็ย่อมเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทย...จำเป็นอย่างยิ่งที่คนที่อาสามาทำงานรับใช้ชาติ จะต้องสำนึกในความรับผิดชอบที่จะต้องรายงานให้เจ้าของประเทศได้รับรู้

เพราะพม่าเป็นประเทศไม่ปกติ และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าก็ไม่ปกติ...อีกทั้งการที่อยู่ดีๆ ผู้นำประเทศไทยไปปรากฏตัวในเมืองหลวงของพม่าอย่างไม่มีแผนการเดินทางมาก่อน และมีข่าวว่า "ผู้นำพม่าเรียกพบ" อย่างกะทันหัน ก็ยิ่งสร้างปัญหาของความน่าสงสัยอย่างยิ่ง

เพราะในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน และ Asean Regional Forum (ARF) ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ก็มีเสียงแสดงความไม่พอใจต่อพม่าในเรื่องการไม่เดินหน้าเรื่องประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ...พม่า เป็นแกะดำของประชาคมโลก และไทยเราก็ร่วมลงนามในคำแถลงการณ์ที่ตำหนิพม่าอย่างออกหน้าออกตา แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ผู้นำไทยก็วิ่งแจ้นเข้าไปหาผู้นำเผด็จการทหารพม่าหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่กัวลาลัมเปอร์เลยแม้แต่น้อย

ประชาคมโลกจะมองนโยบายต่างประเทศของไทยว่าเป็นประเภท "หน้าไหว้หลังหลอก" หรือ "พูดอย่างทำอย่าง" ได้หรือเปล่า?

ยังไม่ต้องพูดถึงข้อมูลที่ฝ่ายเอกชนไทยที่ติดตามเรื่องนี้ได้รับรู้มาตลอดว่า พม่าได้เลือกโครงการดาวเทียมไทยคมหรือไอพีสตาร์ ในการพัฒนาระบบการสื่อสาร และเมื่อตระกูลชินวัตรของรักษาการนายกฯ ทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ปไปให้กับเทมาเส็ก ของสิงคโปร์แล้ว ก็ยังมีเงื่อนไขค้างคาที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องทำตามเงื่อนไขที่ซ่อนเอาไว้ในสัญญานั้น

ยังไม่ต้องเท้าความถึงโครงการเงินกู้ 4 พันล้านบาท ที่รัฐบาลไทยอนุมัติให้รัฐบาลพม่ากู้จากเอ็กซิมแบงก์ ในโครงการก่อสร้างด้านโทรคมนาคมที่มีข่าวว่าไปโยงใยกับบริษัทเดิมของผู้มีอำนาจในไทย และมีข่าวว่าพม่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และความสามารถในการจ่ายคืนยังเป็นที่น่าสงสัย

และไม่ต้องเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำไทยกับอดีตนายกฯ ขิ่น ยุ้นต์ ที่ถูกโค่นโดยกลุ่มผู้นำทหารภายใต้การนำของ นายพลตัน ฉ่วย ทำให้เกิด "ช่องว่างแห่งเส้นสาย" ของการทำธุรกิจระหว่างลูกหลานของผู้เคยใหญ่และผู้เป็นใหญ่ในพม่าวันนี้

ยิ่งประสบการณ์บอกเราว่าผู้นำไม่สามารถแยกระหว่าง "ผลประโยชน์ของชาติ" กับ "ผลประโยชน์ส่วนตัว" ได้ "การทูตลี้ลับ" เช่นนี้ จึงย่อมกลายเป็นเรื่องที่มีคำถามมากกว่าคำตอบ

เพราะโฆษกกระทรวงต่างประเทศของไทย ไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าภารกิจของนายกฯรักษาการที่ไปเยือนพม่า อย่างฉุกละหุกครั้งนี้คืออะไรกันแน่

รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กันตธีร์ ศุภมงคล ก็เพียงแต่บอกว่าที่คุยกันล้วนแต่เป็นเรื่อง "รูทีน...ไม่มีอะไรใหม่" แต่ไม่อาจจะบอกรายละเอียดได้...ใครอยากรู้ก็จะตอบให้ อะไรทำนองนั้น

หากเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรซ่อนเร้น ก็ไม่เห็นจะต้องทำให้เป็นเรื่องสลับซับซ้อนแต่อย่างไรเลย...ทักษิณ เชิญนักข่าวมาให้ถามและตัวเองตอบ...ให้ถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์สดๆ (จะได้ไม่ต้องอ้างว่านักข่าวเอาไปเขียนผิดๆ) และให้ประชาชนคนไทยตัดสินเองว่า

การทูตแบบ "เดี๋ยวโฉ่งฉ่าง เดี๋ยวลี้ลับ เดี๋ยวลุกลี้ลุกลน" นั้น มันเป็นการทูตแบบไทยเพื่อผลประโยชน์ของคนไทยจริงหรือไม่?
Tao113
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Dec 21, 2004
ตอบ: 127

ตอบตอบ: Fri Aug 04, 2006 9:12 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

One man, one vote ครับพี่น้อง Very Happy

ไม่มี weight ว่าจะรู้มาก รู้น้อย ปริญญากี่ใบ จบมหาลัย Top ten หรือ Topless Wink
จนหรือรวย เด็กหรือแก่ (อายุ ๑๘ ขึ้นไปเป็นใช้ได้)

น่าจะทำสำรวจอัตราการมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แยกตามฐานะและระดับความรู้ด้วยนะครับ
เห็นมีการเลือกตั้งทีไร กรุงเทพฯ มาไม่ที่โหล่ก็เกือบโหล่ทุกที Rolling Eyes
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
meed
แฟนพันธุ์แท้
แฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jun 30, 2003
ตอบ: 102

ตอบตอบ: Fri Aug 04, 2006 9:57 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

หนองหมาว้อแว้ มีเด็กนักเรียน 1 คน เอนท์ติด 1 คน อัตราการเอนท์ติด 1.0 (เอนท์ติดอะไรก็ไม่ยู้ ไม่ได้วัดข้อมูลเชิงคุณภาพ)
สวนกุหลาบ มีเด็กนักเรียน 600 คน เอนท์ติด 400 คน อัตราการเอนท์ติด 0.67 (เอนท์ติดอะไรก็ไม่ยู้ ไม่ได้วัดข้อมูลเชิงคุณภาพ)

จึง ซตพ.ว่า หนองหมาว้อแว้ เก่ง ดี กว่าสวนกุหลาบ เย้...น่าส่งลูกเข้าเรียนเลย ประมาณนั้น...


Twisted Evil

_________________
SUANKULARB, not NURSERY...
สวนกุหลาบวิทยาลัยไม่ใช่โรงเลี้ยงเด็ก...

RBK
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
poo-poonlarb107
น้องใหม่
น้องใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 31, 2006
ตอบ: 29

ตอบตอบ: Sat Aug 05, 2006 12:26 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

จริงๆ แล้ว ป๋ม ไม่สนับสนุนการนำเรื่องการเมือง มาที่นี่

แต่ก็น่ะ หนาย หนาย ก็ หนาย หนาย แล้ว

ก่อนอื่น เห็นด้วยกับน้อง Toa113 และ น้อง meed ครับผม

เรื่องที่ผมยังได้ยินน้อยมาก จาก ฝ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลเลยก็คือ เรื่องปัญหาปากท้องประชาชน และเรื่องเศรษฐกิจ ยังคงนำเสนอน้อยมาก ฝ่ายอื่นๆ จะเน้นเรื่องการเมืองกันจิง

ผมอยากจะบอกทุกท่านที่ชอบวิเคราะห์วิจารณ์การเมือง ก็จงชอบต่อไปนะครับ
OSK ที่เป็นนักวิชาการ นักการเมือง สื่อมวลชน ทีชอบแต่ประเด็นการเมืองของท่าน ก็เดินทางที่ท่านชอบต่อไปนะครับ

ส่วนผมชอบการปรับปรุงพัฒนาเศรษฐกิจ สมรรถนะของคนไทย ของประเทศไทยมากกว่า
คนก็เคยบอกว่า เราแข่งกับญี่ปุ่น เรามีระบบสาธารณูปโภคดีกว่ามากมาย ซึ่งนานจนผมไม่แน่ใจเรื่องวันที่พูดเรื่องแบบนี้ หลังจากนั้นเราก็ยังบอกว่าเราแข่งกันใครหลายคน แต่เราเปลี่ยนจากคนเดิมที่เราเคยบอกก่อนหน้าไปเรื่อยๆ จนวันนี้ ผมได้ยินมาว่า จากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา เวียดนามได้แซงเราไปแล้วนะครับ และพม่า กัมพูชา ลาว ก็กำลังมุ่งปรับปรุงพัฒนาคน และระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง จนเราแทบจะไม่ได้ยินเรื่องราวการเมืองเขาเท่าไหร่ มีเพียงไม่กี่ประเด็น

เราเคยบอกว่า OSK เป็นกำลังสำคัญของประเทศไทย หากแต่ยังคงวุ่นวายแต่เรื่องการเมือง แล้วละเลยการปรับปรุงพัฒนาคนไทย ประเทศไทย ดังเช่นแต่ก่อน ไอ้ที่เราเคยคุยว่ามีนายกฯ และแต่ละท่าน ก็สร้าง ปรับปรุง และพัฒนาไว้มากมาย ก็คงเป็นเพียงตำนานเก่าๆ อย่างเดียว

OSK ที่บอกว่าเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจ สังคม ครับ เคยคิดไหมครับ ว่าไอ้ข้อมูล Macro Micro และตัวอื่นๆ ที่ท่านร่ำเรียนมานั้นมันไม่พอ เราไม่สามารถทราบปัญหาในระยะเวลาอันสั้นเลย

และสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็ได้ยิน กองทุน SME กับ CEO ของไทยพาณิชย์ ท่านออกมาพูดในทำนองว่า บัญชีของ SME นั้นเป็นบัญชีแบบ 2 ระบบ เวลาแจ้งราชการก็แจ้งแบบหนี่ง และจริงๆ เป็นอีกแบบหนึ่ง ก็เท่ากับว่า ราชการได้ข้อมูลไม่จริง

แต่ที่ผมจะบอกอีกว่า มันอาจจะเลวร้ายกว่าที่ทั้งสองท่านนั้นบอกอีก เพราะวันนี้มีกี่องค์กรกันล่ะ ที่บอกได้ว่า ระบบข้อมูลของทั้งองค์กรของเขาเป็นอย่างไร หากบอกได้ เราก็น่าจะเชื่อได้ว่า เขามีข้อมูลต้นทุนจริงในการบริหารงานธุรกิจเขา

แต่หากบอกไม่ได้ แสดงว่า เขาบริหารบนต้นทุนไม่จริง ซึ่งผมแนะนำวิธีสังเกตุง่ายๆ ให้นะครับ ระบบข้อมูลธุรกิจที่ดี จะต้องมีระบบเก็บข้อมูลทั้งแบบที่เป็น Financial Information/Measure และ Non-Financial Information/Measure หากยังไม่สามารถเก็บข้อมูลทั้งสองด้านได้ ก็คงบอกได้ไม่เต็มปากว่า สามารถคำนวนต้นทุนขององค์กรได้สมบูรณ์

และหากเกิดเป็น อย่างที่ผมบอก แสดงว่า ข้อมูลที่จะไปใช้ในการวิเคราะห์ใน Macro Micro ฯลฯ บางตัวไม่จริง อ้าว นี่มีกลายเป็นว่า ข้อมูลประเทศไทยผิดมาตลอดหรืออย่างไร เอ แล้วยังไงกันล่ะครับ

OSK ที่เป็น สื่อสารมวลชนครับ เคยคิดไหมครับว่า หากกลุ่มสื่อสารมวลชนเสนอข่าวแบบนี้ หันไปทางไหนก็ Negative + อบายมุข เช่นนี้ แล้วสังคม กับคนรุ่นหลังจะดีได้

OSK ที่เป็นผู้ใหญ่ และมีประเด็นมากมายเหลือเกินกับเรื่องของ คอรัปชั่นครับ ท่านได้เคยส่งเสริมให้บุตรหลาน และเยาวชนไทย รอบตัวท่าน ห่างไกลจาก อบายุมขไหมครับ

เอ หากท่านมิได้เอาเขาหลีกจาก อบายมุขรอบตัว โตขึ้นมา เด็กพวกนี้ รุ่นนี้ จะไม่ยินดียอมรับกับคอรัปชั่นมากขึ้นหรือครับ นี่ เหมือนผมจะสะท้อนกลับไปยัง OSK นักวิชาการ และสื่อมวลชน ด้วยหรือเปล่าเนี่ย

ดังนั้น การที่ประเทศไทย มีตัวเลขของการคอรัปชั่นสูงขึ้นเรื่อยๆ นี่ มันเกี่ยวกับใครกันหนอ เกี่ยวกับเรากระม้งครับ ไม่ได้ไปไกลจากเราเลยกระมัง เรานี่ผมก็หมายถึงผมด้วยนะ

OSK ที่เป็นผู้ใหญ่ ที่เป็นนักวิชาการ ที่เป็นสื่อมวลชน ที่เป็นนักการเมือง ฯลฯ ครับ เคยคิดไหมครับ ว่า หากจะทำให้ประเทศไทย มีคนไทยที่เป็นนักสร้างสรรค์ ปรับปรุงพัฒนา (ทั้งๆ ที่ คนไทยก็ไม่ได้เก่งน้อยกว่าคนชาติอื่น) จะต้องทำอย่างไร หากเรายังยอมให้ ลูกหลาน น้องสวนฯ และเยาวชนไทย ต้องใช้ของปลอม ของเถือน ของปลอม ของผิด กม. โดยอ้างสารพัดอ้างกันเหตุที่ต้องใช้กัน ไหน เรา ยังเน้นให้เขาบริโภค ทุกอย่าง และทุกวิถีทางอีก โตขึ้นเขาจะคิดสร้าง คิดปรับปรุง คิดพัฒนา ให้เป็นรูปธรรมไหมครับ

อย่าพยายามมองไกลนะครับ มองใกล้ๆ ใกล้ๆ ตัวท่าน รอบตัวท่าน มองย้อนแต่ตัวท่าน อย่าเพิ่งเขยิบไปคนอื่น อย่าเพิ่งปฏิเสธ อย่าเพิ่งบอกว่าไม่เกี่ยว อย่าเพิ่งอารมณ์ไม่ดี อย่าเพิ่งคิดว่าผมเข้าข้างพรรคไหน ข้างใคร สนใจตัวท่าน ความคิดของท่าน การกระทำของท่านก็พอ
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
สถาบันพระปกเกล้า
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Sun Aug 06, 2006 7:54 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 06 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10375



เปิดผลวิจัย..พระปกเกล้า รายการ"นายกฯพบประชาชน" กลอุบาย"ครอบงำ"สังคม..?

ที่มา - นี่คือผลงานวิจัยในหัวข้อ "เปิดผลการศึกษา รายการนายกฯทักษิณ คุยกับประชาชนในมุมมองของสื่อมวลชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ของนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่น 9 สถาบันพระปกเกล้า ที่ชำแหละแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จัดรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" ในทุกเช้าวันเสาร์ มีผลในเชิงจิตวิทยาต่อสังคมและประชาชนอย่างไรบ้าง

"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านครับ วันนี้วันเสาร์ก็พบกันเช่นเคยนะครับ...."

เสียงดังกล่าวนับว่าเป็นเสียงที่คุ้นหูไปแล้ว เพราะเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับหน้าที่เป็น "ดีเจ" บอกเล่างานที่รัฐบาลทำในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ในทุกๆ เช้าวันเสาร์ เวลา 08.00-09.00 น. ทางสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ คลื่น FM 92.5 เมกะเฮิร์ตซ์ เป็นแม่ข่าย แม้จะมีหยุดพักไปบ้างในบางช่วงก็ตาม

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะให้เหตุผลในการจัดรายการว่า ต้องการจะเล่างานที่รัฐบาลทำให้ประชาชนฟังเท่านั้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถูกกล่าวหาว่า มีการสอดแทรกการชวนเชื่อ การโจมตีฝ่ายตรงข้ามหรือการแก้ข่าวในทางลบต่อตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงเรื่องการขายหุ้นชินฯ การยุบสภา การโจมตี 3 พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง 2 เมษายน การบอกว่ามีคนต้องการล้มล้างรัฐบาล

หรือ การให้นิยามว่า ประชาธิปไตยมีความหมายเท่ากับการเลือกตั้งและเสียงข้างมาก ส่วนการชุมนุมประท้วงของคนกลุ่มต่างๆ นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นต้น

และหลังจากที่มีการออกอากาศรายการดังกล่าวไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ ต่างก็หยิบนำคำพูดของนายกฯมาเป็นข่าวอีกครั้ง ทั้งที่เนื้อหาในรายการเอง บางเรื่องเคยเป็นข่าวมาแล้วในรอบสัปดาห์

จึงกลายเป็นการตอกย้ำด้านความคิด ความเชื่อ ที่ถูกมองว่า รัฐต้องการจะครอบงำความคิดของประชาชนโดยใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือ

ซึ่งต้องถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ประสบความสำเร็จในการช่วงชิงพื้นที่ข่าวสาร เพราะรู้ว่า สื่อชอบอะไร และรู้ว่าสิ่งที่ตนพูดอย่างไรก็เป็นข่าว ??"

นอกจากนี้ การสื่อสารของนายกฯผ่านสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ถือเป็นความได้เปรียบในการที่มีสิทธิใช้สื่อของรัฐได้ตลอดเวลา และยังเป็นการสื่อสารทางเดียว (one - way communication) ผ่านสื่อวิทยุที่มีราคาถูก เข้าถึงคนได้กว้างขวางเพราะสามารถออกอากาศครอบคลุมไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จึงมีผลต่อการเปลี่ยนความคิดของประชาชน โดยเฉพาะชาวบ้านในชนบทที่มิได้รับรู้ข่าวสารข้อมูลในทางอื่นๆ มากนัก ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายกฯในการสร้างความนิยมให้ตนเอง

ในแง่การศึกษา มีผู้ให้ความสนใจศึกษารายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ในหลายแง่มุม

อย่าง "สมโภชน์ โตรักษา" ผู้ช่วยบรรณาธิการข่าวการเมือง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 ศึกษามุมมองของสื่อมวลชน และนักวิชาการ ที่มีต่อรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" (รายงานการศึกษาเฉพาะบุคคล สถาบันพระปกเกล้า) โดยเก็บข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-31 ธันวาคม พ.ศ.2548 มีเนื้อหาที่น่าสนใจว่า...

"สื่อมวลชนกลุ่มตัวอย่างระดับบรรณาธิการ หัวหน้าข่าว และนักข่าวภาคสนามสายการเมือง ของหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จำนวน 20 คน เห็นว่า รายการนี้เป็นการสื่อสารทางเดียว นายกฯเลือกที่จะพูดเฉพาะเรื่องที่ตนเอง และรัฐบาลได้คะแนนนิยม แต่จะไม่พูดเรื่องที่รัฐบาลทำผิดพลาด หรือทำไม่สำเร็จ เพราะจะทำให้เสียคะแนนนิยม บางครั้งก็ใช้เป็นเวทีโฆษณาและหาเสียงให้กับพรรคไทยรักไทย และใช้ตอบโต้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ซึ่งในทางการเมือง "สื่อ" ก็คืออำนาจ ดังนั้นใครก็ตามสามารถครอบครองสื่อ หรือชิงเวทีพื้นที่สื่อเพื่อเป็นข่าวได้มากที่สุด ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชนะ

ขณะที่นักวิชาการกลุ่มตัวอย่าง 5 คน คือ รศ.ดร.พีระ จิระโสภณ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.สุรัตน์ เมธีกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา ประธานโครงการปริญญาเอกมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ดร.สุขุม ฉลยทรัพย์ ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล และ ผศ.ดร.พงษ์ สังข์วิเศษพงษ์ คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ สรุปในทำนองเดียวกันว่า รายการมีเนื้อหา 5 ด้าน คือ 1.บอกให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลกำลังจะทำอะไร 2.การตำหนิ กล่าวโทษ 3.การกล่าวหา 4.การแสดงความเป็นผู้นำ และ 5 การแก้ต่างข้อกล่าวหา

และยังเห็นพ้องว่า "นายกฯมีเจตนาแอบแฝง" ใช้รายการนี้เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง ทั้งภารกิจทางการเมืองของนายกฯทักษิณ และพรรคไทยรักไทย รวมทั้งใช้เป็นเวทีหาเสียง โต้ตอบฝ่ายค้าน และนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล

รวมถึงเห็นว่า รายการไม่มีประโยชน์กับประชาชนโดยตรงมากนัก แต่เป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเองมากกว่า อีกทั้งไม่ได้มีการสื่อสารสองทาง จึงถือว่าไม่เป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของประชาชน

อย่างไรก็ดี รายการดังกล่าวมีผลต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีในเชิงบวกแต่เป็นระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อการจัดรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ซ้ำซากหรือเป็นการหาเสียง ตอบโต้คนอื่นที่ไม่เห็นด้วย จะส่งผลลบต่อนายกรัฐมนตรีเอง โดยจะทำให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายได้ในอนาคต

ในผลการวิจัย ยังยกแนวคิดของ อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิตาเลียนเจ้าของแนวคิด การครอบครองความเป็นเจ้าทางอุดมการณ์ (Hegemony) ที่พูดถึงกลไกในการควบคุมคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมว่า มี 2 แบบ แบบหนึ่งคือกลไกด้านการปราบปราม ซึ่งกลไกนี้ในประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถควบคุมประชาชนได้อย่างสงบราบคาบ

ขณะที่กลไกอีกแบบหนึ่งคือ กลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological Apparatus) ที่พูดถึงการกล่อมเกลาให้ประชาชนยอมรับความคิดของผู้ปกครองด้วยความยินยอมพร้อมใจ การต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ทางความคิดของประชาชนและพื้นที่ทางวัฒนธรรมในสังคม (war of position) ซึ่งเป็นการต่อสู้ในระดับอุดมการณ์ (ideological struggle) จึงเป็นประเด็นสำคัญ

โดยชนชั้นที่เหนือกว่าจะต้องสามารถชี้นำ หรือสร้างประเด็น ด้วยการสร้างการยอมรับความเป็นผู้นำ เอาชนะเหนือความคิดและจิตใจของสมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมมากกว่าการใช้กำลังบังคับกดขี่ ทั้งนี้ เครื่องมือที่สำคัญอันหนึ่งคือสื่อสารมวลชน เพราะสามารถเข้าถึงผู้คนได้ในวงกว้าง และเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจทางสังคมได้เข้ามาใช้เป็นส่วนใหญ่

"หากพิจารณาตามแนวคิดของนักวิชาการคนดังกล่าวแล้วจะเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นกลไกของรัฐในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองทั้งสิ้น ซึ่งก็ได้ผลกับคนชนบทที่ไม่ได้เข้าถึงข่าวสารในมุมอื่นๆ มากนัก และส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้รับการสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้อยู่ ท่ามกลางการตั้งคำถามจากคนชั้นกลางในเมือง นักวิชาการ และสื่อ เกี่ยวกับจริยธรรม และผลประโยชน์ทับซ้อนของตัวนายกรัฐมนตรี"

แม้ในผลการศึกษาดังกล่าวจะระบุถึงข้อเสนอของบรรดานักสื่อสารมวลชนและนักวิชาการต่อรายการ "นายกฯทักษิณพบประชาชน" ว่าควรเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง เปิดโอกาสให้ประชาชนได้โทรศัพท์เข้าสอบถามนายกรัฐมนตรีแบบสดๆ ได้แบบไม่มีการเตี๊ยมกัน และควรเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านสามารถใช้สื่อของรัฐแบบนายกรัฐมนตรีได้ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารไปถึงประชาชนบ้าง จะได้มีการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์กับประชาชนโดยตรง

แต่ถ้าสังเกตพฤติกรรมที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรี จะพบว่า มักจะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดรายการ "นายกฯพบสื่อ" ที่จัดเพียงไม่กี่ครั้งก็เลิกไปเนื่องจากโดนผู้สื่อข่าวตั้งคำถามจนออกอาการหงุดหงิด

หรือการปฏิเสธการออกทีวีร่วมกับผู้ตั้งข้อสังเกตถึงผลประโยชน์ทับซ้อนของนายกรัฐมนตรี แต่กลับเสนอให้เป็นการปิดห้องคุยกันแทน จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่พ.ต.ท.ทักษิณจะใจถึงเปิดให้มีการซักถามกันอย่างจะจะออกอากาศ

ศ.ดร.ลิขิต ธีระเวคิน ราชบัณฑิต วิเคราะห์สภาพสังคมไทยในปัจจุบันไว้อย่างน่าฟังว่า ที่ผ่านมาโลกได้ผ่านมา 3 ยุค คือคลื่นลูกที่ 1 ยุคเกษตรกรรม คลื่นลูกที่ 2 ยุคอุตสาหกรรม และคลื่นลูกที่ 3 ยุคข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งสำหรับสังคมไทย คนไทย 36 ล้านคน ยังอยู่ในคลื่นลูกที่ 1 และมีถึง 60% ที่เรียนจบชั้น ป.4 ดังนั้น เมื่อคนมีอำนาจเผอิญมาจากคลื่นลูกที่ 3 จึงไม่แปลกที่จะควบคุมพวกคลื่นลูกที่ 1 ได้

เวลานี้การเปิดช่องทางการสื่อสารทุกช่องทางเพื่อให้ประชาชนรับข้อมูลอย่างรอบด้าน และการให้การศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สังคมรับมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "อัศวินคลื่นลูกที่ 3" ได้อย่างทันท่วงที

หน้า 11

....................................................

เปิดวิจัยร้อน "สถาบันพระปกเกล้า" ผ่าปม ผลประโยชน์ทับซ้อน-ทางออก !!!

รายงานพิเศษ

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.วิทยากร เชียงกูล นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ได้นำเสนองานวิจัยชิ้นสำคัญเรื่องนโยบายของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจ : การทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ (Conflict of Interest) ในงานสัมมนาทางวิชาการครั้งใหญ่ ของสถาบันพระปกเกล้า

งานวิจัยชิ้นนี้วิเคราะห์แนวนโยบายและมาตรการของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544-2548 ว่ามีกรณีใดบ้างที่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทาง มาตรการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ

6 ปมใหญ่ที่ไม่มีคำตอบ

ในช่วง 5 ปีของรัฐบาลไทยรักไทย พบว่า

นโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีข้อมูลที่มีน้ำหนักว่าเกี่ยวโยงกับปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ประกอบไปด้วย

1.การที่นายกรัฐมนตรี (รวมทั้งรัฐมนตรีคนอื่นๆ) เลือกใช้วิธีโอนหุ้นให้ลูกและญาติก่อนเข้ารับตำแหน่ง แทนที่จะโอนหุ้นให้นิติบุคคลดูแลบริหารหุ้นแทน โดยไม่เข้าเกี่ยวข้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ทั้งนักการเมืองเหล่านั้นยังคงใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตนเอง เช่น บริษัทชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรหลายทาง เช่น

- นโยบายนำภาษีสรรพสามิตมาใช้กับ

บริษัทธุรกิจด้านโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์แก่บริษัทธุรกิจที่ลงทุนอยู่แล้ว (เช่น เอไอเอสของกลุ่มชินคอร์ป) ซึ่งสามารถหักจากค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายอยู่แล้วเป็นค่าภาษีและกีดกันธุรกิจ

รายใหม่

- การแก้ไขขอลดค่าสัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวีลง และเลื่อนเวลาการออกอากาศรายการประเภทบันเทิงจากภาคดึกมาเป็นภาคหัวค่ำ ซึ่งมีผู้ชมมาก (prime time) เพื่อจะได้มีรายได้จากการโฆษณาเพิ่มขึ้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่ได้รับสัมปทาน

- ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีการสั่งเข้าวัสดุอุปกรณ์ให้กับบริษัทแซทเทลไลท์ในเครือชินคอร์ป และสนับสนุนให้ธนาคาร EXIM Bank ของรัฐให้เงินกู้คิดดอกเบี้ยต่ำกับรัฐบาลพม่า โดยรัฐบาลไทยค้ำประกันเงินกู้ให้พม่า เพื่อจะใช้ซื้อบริการจากบริษัท แซทเทลไลท์ รวมทั้งการที่นายกฯใช้การเดินทางไปเจรจากับต่างประเทศโดยพ่วงเรื่องธุรกิจการให้บริการดาวเทียมเข้าไปด้วย

- กลุ่มชินคอร์ปร่วมลงทุนในบริษัท

สายการบินแอร์เอเชีย และใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้โดยทำให้การบินไทยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นสายการบินแห่งชาติเป็นฝ่ายเสียประโยชน์

- หลังจากที่รัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ให้บริษัทในเครือกลุ่มชินคอร์ปมีราคาหุ้นเพิ่มขึ้นหลายเท่าในรอบ 5 ปี ครอบครัวชินวัตรได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปทั้งหมด (โดยไม่ต้องเสียภาษี) ให้กลุ่มเทมาเส็กของรัฐบาลสิงคโปร์ในราคาที่ได้กำไรหลายเท่า และยังเท่ากับเป็นการขายกิจการดาวเทียมโทรคมนาคม โทรทัศน์ไอทีวี และ

สายการบินซึ่งใช้สิทธิของประเทศไทยให้กับต่างชาติด้วย

2.การตกลงทำสัญญาเขตการค้าเสรี

(FTA) แบบทวิภาคีระหว่างไทยกับจีน สหรัฐ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศ

อื่นๆ เป็นผลดีต่อธุรกิจบางอย่าง เช่น โทรคมนาคม อุตสาหกรรมรถยนต์ เกษตร

ขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่

คณะรัฐบาลมีหุ้นอยู่

3. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) เป็นบริษัทเอกชนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

เปิดช่องทางให้นักลงทุนผู้มีอำนาจทางการเมืองได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นในราคาพาร์เป็นสัดส่วนสูงกว่าประชาชนทั่วไป 3 ปีต่อมาผู้ถือหุ้นเหล่านี้ได้กำไรทั้งจากเงินปันผลและราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงมาก ขณะที่สัดส่วนกำไรที่เคยตกเป็นของรัฐ

ลดลง

4.ใช้อำนาจหน้าที่และการรู้ข้อมูลข่าวสารเหนือคนอื่น ในการช่วยให้ธุรกิจของพรรคพวกหรือที่ตนจะเข้าไปครอบงำกิจการที่เป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้ขาดการชำระ (NPL) ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ 2540 ให้สามารถปฏิรูปโครงสร้างหนี้กับธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทบริหารหนี้เสีย โดยได้ส่วนลดจากเจ้าหนี้สูงมากกว่าธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่พรรคพวก ธุรกิจที่เป็นลูกหนี้ที่ขาดการชำระบางรายที่มีศักยภาพดี เช่น บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย (TPI) ถูกบีบให้ต้องขายหุ้นให้รัฐและบริษัทพรรคพวกตนในราคาต่ำ

5.ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีและวิทยุโทรทัศน์ของภาครัฐ และจัดรายการสนทนาทางโทรทัศน์เพื่อประชาสัมพันธ์เฉพาะด้านบวกของฝ่ายรัฐบาล และปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูลข่าวสาร

6.การใช้งบประมาณทั้งผ่านกระทรวงและงบประมาณกลางซึ่งตั้งไว้เป็นสัดส่วนสูงยิ่งกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา และใช้เงินทุนจากธนาคารภาครัฐลงทุนในโครงการขนาดใหญ่และโครงการประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ รั่วไหลได้ง่าย โครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง รถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งการมีโอกาสได้รับค่าคอมมิสชั่นจากโครงการขนาดใหญ่ ส่วนโครงการประชานิยมเน้นให้ประชาชนกู้เงินและจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม จนเป็นหนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางอย่างให้ประชาชนได้เพิ่มขึ้น มากกว่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาภาคประชาชนและชุมชนให้เข้มแข็ง

ชงแนวทางการแก้ไขปัญหา

ดร.วิทยากรเสนอว่า 1.แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปทางการเมืองให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นฝ่ายประชาชนหรือฝ่ายเป็นกลาง เป็นอิสระ มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติควรพัฒนาให้เป็นองค์กรที่มีกำลังคนงบประมาณและความเข้มแข็งแบบเดียวกับในสิงคโปร์และฮ่องกง

2.ตรา พ.ร.บ.ตั้งองค์กรอิสระเพิ่มขึ้น เช่น องค์กรอิสระข้อมูลข่าวสาร องค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรอิสระสภาพแวดล้อมแห่งชาติ องค์กรอิสระเพื่อความโปร่งใส และปฏิรูปกระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการองค์กร ควรให้ได้คนที่เป็นกลาง เป็นอิสระจากพรรคการเมืองจริงๆ และไม่ควรเน้นคุณสมบัติผู้สมัครประเภทที่มุ่งให้ข้าราชการตำแหน่งสูงที่เกษียณแล้วได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการ

3.รัฐบาลต้องจัดงบประมาณสนับสนุนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น จัดสรรงบฯสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรประชาชน ให้ทำงานขนานร่วมมือกับองค์กรอิสระ

4.เร่งปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ปฏิรูประบบราชการ (โดยเฉพาะหน่วยงานด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงิน, การใช้งบประมาณ, การออกใบอนุญาตต่างๆ)

5.ประชาชนนักวิชาการ ผู้ทำงาน สื่อสารมวลชนต้องร่วมกันเรียกร้องให้หน่วยราชการเปิดเผยข้อมูลด้านงบประมาณและการใช้จ่ายรวมทั้งการทำสัญญาต่างๆ ของรัฐให้ประชาชนรับรู้ และเข้าถึงได้ง่าย

6.ส่งเสริมการรวมตัวของภาคธุรกิจ ภาคประชาชนทุกฝ่าย เป็นองค์กรผู้บริโภค และองค์กรเพื่อความโปร่งใสที่เข้มแข็ง ติดตามตรวจสอบการทำงานของทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดระบบการบริหารที่ดีหรือธรรมาภิบาล (good governance)

7.ปฏิรูปและบังคับใช้กฎหมายให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและครอบครัวต้องโอนหุ้นให้ทรัสต์ และห้ามผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องที่จะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทที่ตนถือหุ้นอยู่ด้วย กฎหมายฉบับเดิมไม่ได้ห้ามเรื่องครอบครัวและไม่มีระบบตรวจสอบและพิจารณาลงโทษเรื่องการที่ผู้มีตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของคนหรือครอบครัว

8.ออกกฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงและคู่สมรส รายงานและเปิดเผย (disclosure) สถานะการเป็นเจ้าของทรัพย์สินตอนเริ่มเข้ารับตำแหน่งและหลังจากพ้นตำแหน่ง หรือต้องรายงานทุกปี เพื่อแสดงความโปร่งใสให้สาธารณชนรับทราบว่า เขาไม่ได้ปกปิดซ่อนเร้นทรัพย์สินและไม่ได้ใช้ตำแหน่งทางการเมืองหรือการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหาประโยชน์จนมีทรัพย์สินหรือรวยขึ้นผิดปกติ

9.การใช้หลักให้ผู้เกี่ยวข้องงดเว้น (recusal) การเข้าร่วมพิจารณา เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน เช่น ถ้าคณะกรรมการของหน่วยงานรัฐกำลังพิจารณาว่าจะจ้างบริษัทที่ปรึกษาเอกชนหรือให้บริษัทเอกชนเข้ามาประมูลรับงาน และมีกรรมการบางคนที่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์กับบางบริษัทกรรมการผู้นั้นต้องงดเว้น ไม่เข้าร่วมการพิจารณาครั้งนั้น

10.การให้บุคคลที่สามเป็นผู้ประเมิน (third party evalutions) เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน หากผู้มีอำนาจจะเป็นฝ่ายประเมินเสียเอง เช่น การที่หน่วยงานรัฐจะเวนคืนที่ดินจากราษฎรเพื่อสร้างเขื่อน หากหน่วยงานรัฐประเมิน

ราคาเวนคืนเองก็อาจจะประเมินให้ต่ำ เพื่อที่ตนเองจะได้จ่ายน้อย หรืออาจจะเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวก

11.การกำหนดหลักเกณฑ์ทางจริยธรรม (code of ethics) หรือหลักเกณฑ์ทางการประพฤติ (code of conduct) สำหรับนักการเมือง ข้าราชการและอาชีพที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐไม่ควรรับของขวัญ ของกำนัลที่มีราคา ไม่ควรรับการเลี้ยง หรือการให้ความบันเทิงจากบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้ประโยชน์จากหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

งานวิจัยระบุว่าหากเราเปรียบเทียบกับประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ต่างก็เคยมีปัญหาคอร์รัปชั่นกันมาคล้ายกับของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันพวกเขาแก้ไขปัญหานี้ได้ดีจนมีการคอร์รัปชั่นเหลือน้อยมาก ประเทศไทยก็น่าจะมีหนทางแก้ได้ ถ้าเราช่วยกันวิจัยและเผยแพร่ทำให้ประชาชนตระหนักว่าปัญหาคอร์รัปชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นมะเร็งร้ายที่จะทำให้ประเทศชาติเสียหายได้มากเพียงใด

และการที่ประชาชนจะตื่นตัวลุกขึ้นมาร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่เป็นปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนและทำความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้น เป็นภาระสำคัญสำหรับพลเมืองดีที่ต้องการเห็นประเทศชาติพัฒนาไปอย่างเจริญก้าวหน้าเป็นธรรมและยั่งยืน

หน้า 39
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Aug 09, 2006 3:32 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

'ธีรยุทธ OSK83' ฝากการบ้าน กกต.ชุดใหม่-ฟัน รมต.ใช้สื่อแฝงหาเสียง
2 สิงหาคม 2549 14:15 น.

“ธีรยุทธ” ฝากการบ้าน กกต.ชุดใหม่ สางมรดกบาป 3 หนา ยุ ฟัน “รมต.” ใช้สื่อรัฐ “แฝงหาเสียง”

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ว่า 1.ต้องแก้ไขการซื้อเสียงโดยตรง ด้วยการสร้างเครือข่ายกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชน พร้อมกับฝึกบุคคลากรของ กกต. เปิดหูเปิดตาตรวจสอบการซื้อเสียงให้มากยิ่งขึ้น

2.ต้องแก้ไขการซื้อเสียงโดยอ้อม หรือการหาเสียงแฝง ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย ที่ผ่านมาใช้วิธีการซื้อโดยอ้อมผ่านการอนุมัติงบประมาณ หรือผ่านนโยบาย ด้วยการใช้ช่องทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ของรัฐเป็นเครื่องมือ เมื่อ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ กกต.ชุดใหม่ต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

“เมื่อ พ.ร.ฎ.การเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ สิ่งไหนเป็นการหาเสียงโดยอ้อม กกต.ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีบางคนอาจต้องถูกดำเนินการ เพราะเป็นการเอาเปรียบคู่แข่ง เช่น โฆษณาผลงานผ่านทีวี นี้ต้องมีการแยกแยะภาพพจน์บุคคล กับองค์กร คือรัฐออกจากกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลและกกต. ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง” นายธีรยุทธ กล่าว

3.ต้องสร้างดุลยภาพการหาเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ในการหาเสียงที่เท่าเทียมกันในการนำเสนอนโยบาย และสุดท้าย กกต.ชุดใหม่ที่เข้ามาต้องเข้ามาดำเนินการคดีการเลือกตั้งที่เกิดจากความผิดพลาดในอดีตมาดำเนินการเอาผิด ทั้งที่เป็นคดีเก่าผ่านไปแล้วจะได้เป็นการจัดการให้การเลือกตั้งดีขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อว่าศาลจะเลือกสรร 10 คนที่เป็นคนทำงานเข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง ทำงานเป็นทีม จะดำเนินการจัดการเลือกตั้งทำงานกันเต็มที่

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/2006/08/02/c001_125584.php?news_id=125584
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
สถาบันพระปกเกล้า
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Wed Aug 09, 2006 3:40 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

ขรก.ไทยยุค 'ทักษิณ' สุดช้ำ ขาดความภูมิใจ-ไร้ศักดิ์ศรี

สถาบันพระปกเกล้า ได้เผยแพร่ผลงานวิจัยหัวข้อ "การสร้างดุลยภาพของนักการเมืองและราชการ" ซึ่งจัดทำโดย ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ นักวิชาการของสถาบันพระปกเกล้า และอาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

งานวิจัยชิ้นนี้ ชี้ให้เห็นว่า การปรับดุลยภาพในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีจุดอ่อนอยู่หลายเรื่อง ดังที่นักวิชาการหลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์มามากแล้ว และพบจุดอ่อนเพิ่มเติมอีก 2 ประเด็นคือ

.การปรับดุลยภาพระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการโดยลำพังนั้นยังไม่พอ หากยังต้องคำนึงถึง "ประชาชน-ประชาคม-ประชาสังคม" รวมทั้งต้องพยายามสร้าง "ประชารัฐกิจ" ด้วย ไม่ใช่คำนึงถึงแต่การปรับดุลยภาพ เพื่อให้เกิดการบริหารราชการที่ดีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

กับ 2.การปรับดุลยภาพ ไม่ควรคำนึงแต่ฝ่ายการเมืองและข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องตระหนักว่าระบบราชการไทยมีความเป็นมาและมีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง การปรับดุลยภาพจึงไม่ใช่เรื่องของการมองไปข้างหน้าหรือมองตามตะวันตกแต่อย่างเดียว หากต้องมองย้อนอดีตไปหาภูมิปัญญาและความภาคภูมิใจแบบไทย เพื่อทำให้ดุลยภาพเกิดเป็นสามเส้าที่สมดุลกันยิ่งขึ้นระหว่าง พระมหากษัตริย์-ฝ่ายการเมือง และข้าราชการประจำ ให้สมกับที่ได้ชื่อว่า "ข้าราชการของไทยเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาของฝ่ายการเมืองเท่านั้น

งานวิจัย ยังระบุอีกว่า สำหรับยุคสมัยใหม่ หรือช่วงประชาธิปไตยสมัยใหม่ เป็นการแข่งขันระหว่างฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งในที่สุด ฝ่ายการเมืองก็อยู่ในฐานะที่เหนือกว่าข้าราชการอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งมีการกล่าวกันว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถดึงอำนาจจากแทบทุกๆ ส่วนของสังคมมาไว้ที่ตัวเอง หรือ Prime Ministerialization (หมายถึงการเมืองนำระบบราชการและระบบอื่นๆ ได้แทบจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และทำให้ดูเหมือนว่าเกิดการสูญเสียดุลยภาพระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการไป)

จากการศึกษาปรากฏข้อเท็จจริงแยกเป็น 2 ช่วงดังนี้ 1.ดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในอดีต พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในช่วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือช่วงปี พ.ศ. 2523-2531 นั้น เป็นยุคที่ข้าราชการประจำพอใจที่สุด เพราะฝ่ายการเมืองรับฟังความเห็นพวกเขามากที่สุด และความสัมพันธ์ก็เป็นไปในลักษณะต่างฝ่ายต่างยอมรับนับถือกัน หรือ Mutual Respect มากที่สุด

หรืออาจกล่าวได้ว่ายุคนั้นเป็น "กึ่งการเมือง-กึ่งข้าราชการ" ซึ่งข้าราชการอุทิศตนทำงานแบบ serve the King and the country ได้ค่อนข้างเต็มที่ ซึ่งเป็นดุลยภาพที่ข้าราชการประจำในปัจจุบันยังถวิลหาอยู่

นอกจากนี้บุคลิกลักษณะของพล.อ.เปรม ที่ซื่อสัตย์ สุจริต และจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างดุลยภาพที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น

.ดุลยภาพความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำในปัจจุบัน พบว่า การเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของฝ่ายการเมืองกับฝ่ายราชการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย มีการแยกการทำหน้าที่กันชัดเจนขึ้นว่า นโยบายนั้นถือเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง รัฐบาลมีหน้าที่กำหนดนโยบาย และติดตามว่านโยบายกลายเป็นการปฏิบัติจริงหรือไม่ รัฐมีหน้าที่ประเมินผลเพื่อปรับปรุงนโยบายตลอดเวลา ซึ่งหน้าที่เหล่านี้ ก่อนหน้ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นงานของข้าราชการประจำที่กระทำร่วมกับฝ่ายการเมือง

การริเริ่มเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายประจำที่เห็นได้ชัดในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ คือ การปฏิรูประบบราชการในปี พ.ศ.2545 มักจะมาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และนักวิชาการสายรัฐประศาสนศาสตร์ รวมทั้งสายกฎหมายมหาชนเป็นหลัก

ส่วนที่สอง มาจากแนวคิดส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี คือ พ.ต.ท.ทักษิณเอง ซึ่งเห็นว่าจำเป็นต้องปฏิรูปประเทศทั้งระบบ และเพื่อให้เป้าหมายในการยกระดับประเทศสำเร็จ กลไกที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมาย คือระบบราชการ ซึ่งจำเป็นต้องปฏิรูปหรือเปลี่ยนทั้งระบบ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกได้

พ.ต.ท.ทักษิณ ได้นำเสนอแนวคิดขึ้นมาใช้ในระบบราชการ เช่น CEO, E-Government, Fast Track, Special Track, Lateral Entry ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นวาระหรือ Agenda ของนายกรัฐมนตรีเอง และการที่เป็นนักธุรกิจด้วย จึงทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกรอบความคิดและวิธีการทำงานในการบริหารประเทศแบบบริษัท ทำให้ข้าราชการตกเป็นเสมือนผู้ปฏิบัติงาน หรือลูกจ้างของบริษัทเท่านั้น

งานวิจัยยังระบุอีกว่า การเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูงยิ่ง ทำให้การเมืองครองความเหนือกว่าในทุกเรื่องของระบบราชการ โดยมีข้าราชการประจำเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง รัฐบาลมีอำนาจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ฝ่ายการเมืองทวีจำนวนขึ้น มีทั้งที่เป็นรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี ที่ปรึกษา เลขานุการรัฐมนตรี ฯลฯ มีการตั้งคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง และพรรคพวก จนได้สมญานามว่าเป็นรัฐบาล "โคตรานุวัตร" (คำศัพท์โดย ธีรยุทธ บุญมี)

ไม่เพียงแต่ครองความเหนือกว่าระบบราชการเท่านั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ยังครอบงำองค์กรและสถาบันอื่นๆ ได้อีกมากมายด้วย ดังที่ พิทยา บวรวัฒนา (อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เรียกว่า กระบวนการ Prime Ministerialization ของรัฐและสังคมไทยนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการแต่งตั้งบุคคลที่เคยเป็นข้าราชการที่ตอบสนองฝ่ายการเมืองได้ว่องไวเป็นพิเศษ หรือเป็นบุคคลที่ พ.ต.ท.ทักษิณไว้วางใจ ให้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมืองอื่นๆ กล่าวได้ว่าฝ่ายการเมืองของรัฐบาลบางส่วน มาจากอดีตข้าราชการที่รับใช้นักการเมืองเป็นพิเศษ

ผลงานวิจัยยังสรุปด้วยว่า ดุลยภาพความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ว่าจะมีการต่อต้านการปฏิรูประบบราชการในช่วงแรก (3 ปีแรกของการเป็นรัฐบาล) อยู่บ้าง แต่แล้วในที่สุด ก็มีดุลยภาพใหม่ที่ฝ่ายการเมืองอยู่เหนือข้าราชการ ทั้งโดยนิตินัยและพฤติกรรมโดยเด็ดขาด แต่ในดุลยภาพใหม่นี้ ข้าราชการประจำขาดความภาคภูมิใจ ไร้ศักดิ์ศรี และรู้สึกประดุจพนักงานบริษัทหรือลูกจ้างของบริษัทมากกว่าเป็นข้าราชการในพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่ดุลยภาพที่ควรจะเป็น

ดุลยภาพใหม่นี้ เกิดจากการใช้หลักกฎหมายที่เปิดช่องทางให้กับระบบเครือญาติ หรืออยู่ในสภาพ "พูดเป็นคุณธรรม แต่ทำเป็นอุปถัมภ์" ทำให้เป้าหมายของส่วนรวมถูกบิดเบือน ซึ่งหากไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าใครจะทำแบบนี้ได้อีก และการปฏิรูประบบราชการจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ก็ยังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด แต่สิ่งที่สำคัญยิ่ง คือผู้นำในการปฏิรูประบบราชการ ไม่ควรจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมาจากโลกนักธุรกิจ
กาแฟดำ
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Thu Aug 10, 2006 9:20 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

แค่เรื่อง "หนี้" เรื่องเดียว ทักษิณก็ต้องปะทะอภิสิทธิ์แล้ว
8 สิงหาคม 2549 19:21 น.

การเอาข้อเท็จจริงของฝ่าย ทักษิณ ชินวัตร กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาถกกันในเวทีสาธารณะอย่างโทรทัศน์นั้น จะเป็นการเอาความจริงมาตีแผ่ให้ประชาชนได้รับรู้สภาพของบ้านเมืองจากแง่มุมต่างๆ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาที่สุด

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เพราะวันนี้ เราฟังทักษิณอ้างอย่างหนึ่ง และอภิสิทธิ์อ้างอีกอย่างหนึ่ง แต่เราไม่มีโอกาสที่จะเอาทั้งสองคนมานั่งตอบคำถามเดียวกัน ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน เพื่อประชาชนเขาจะได้ตัดสินด้วยตนเองว่าจะเชื่อใครหรือไม่อย่างไร

ทักษิณอ้างว่าอะไรๆ ในภาพของเศรษฐกิจดูสวยไปหมด แต่ถ้าพูดคุยกับคนทำมาหากินในระดับกลางๆ จะได้รับรู้ว่าเช็คเด้งหนักหน่วงขึ้น, ยอดขายสินค้าหลายอย่างในหลายวงการหดตัวลง, ความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจประจำวันของผู้คนเริ่มจะสูงขึ้น

เป็นภาพขัดแย้งกันอยู่ในตัวระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมที่ทักษิณนำมากล่าวอ้างในช่วงนี้ กับข่าวคราวที่เราได้มาจากสนามจริง

ทางเดียวที่จะรู้ว่าบ้านเมืองเป็นอย่างไรกันแน่ คือคนรับผิดชอบของบ้านเมืองต้องมาตอบคำถามจากคนที่เขาอยู่ในสถานการณ์จริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการใช้สื่อของรัฐโดยทักษิณและรัฐมนตรีของเขา เพื่อบอก "ความจริงเพียงด้านเดียว" ให้เกิดภาพบิดเบือน

พรรคประชาธิปัตย์ออกแคมเปญเลือกตั้งพร้อมคำมั่นสัญญาหลายๆ ข้อ ที่กำลังได้รับการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และหนีไม่พ้นว่าจะต้องถูกนำไปเปรียบเทียบกับแนวทางประชานิยมของทักษิณ

ดังนั้น การที่ทักษิณกับอภิสิทธิ์มานั่งตอบคำถามชุดเดียวกัน, พร้อมกัน, ด้วยกติกาเดียวกัน ย่อมจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยอย่างยิ่ง

เรื่อง "หนี้" เรื่องเดียวก็เป็นประเด็นอันสมควรจะต้องมีการซักถามให้ทักษิณออกมาชี้แจงอธิบายกับประชาชนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว เพราะคำกล่าวอ้างของทักษิณวันก่อนว่า ตั้งแต่ตนเข้ามาเป็นนายกฯ หนี้ประเทศต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวม) ได้ลดลงจากร้อยละ 57 เป็น 41.4 หมายความว่า "เศรษฐกิจโตเร็วกว่าหนี้"

ฟังดูดีใช่ไหม? แต่เรื่องอย่างนี้อยู่ที่คุณจะเข้าใจ "ลูกเล่นการเสนอตัวเลข" อย่างไรมากกว่าที่จะเป็นการเสนอภาพจริง

ต้องมีคนที่รู้รอบด้านมาถามทักษิณในรายการทีวีว่าตัวเลข "หนี้" ที่เขาอ้างว่าลดลงนั้น มันรวมและไม่รวมตัวเลขอะไรบ้าง

เพราะนักข่าวไปถามรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คุณธาริษา วัฒนเกส ก็ได้คำตอบว่าขณะนี้ เท่าที่ดูจากตัวเลข ภาพรวมหนี้ในระบบต่อจีดีพี มี "อัตราการเพิ่มขึ้น" จากอดีตที่ผ่านมาพอสมควร

และเธอก็บอกว่าต่อว่า "หากเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ก็น่าเป็นห่วง ต้องจับตาดูกันต่อไป"

แต่ถ้าถามว่าระดับหนี้ที่เหมาะสมต่อจีดีพีควรจะอยู่ที่ระดับใด รองผู้ว่าการแบงก์ชาติบอกว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่มีสูตรที่ตายตัว

เมื่อ "ไม่มีสูตรที่ตายตัว" นักการเมืองก็มักจะอ้างสูตรที่เข้าข้างตัวเอง...เราจึงต้องหวังพึ่งคนที่ทำงานที่ธนาคารกลางเป็นคนคอยวิเคราะห์ให้เราฟังอย่างเป็นกลางและตรงไปตรงมา

แต่ถ้าถามรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อย่าง กรณ์ จาติกวณิช ก็จะได้คำตอบว่าทักษิณพูดออกอากาศอย่างนั้น เป็นเรื่องบิดเบือน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และการสร้างภาพดีเกินจริงอย่างนั้นย่อมเป็นอันตราย

กรณ์บอกว่า "หนี้" ที่ทักษิณอ้างถึงนั้น ไม่ได้รวมถึง "หนี้กึ่งการคลัง" เช่นหนี้ตามสถาบันการเงินต่างๆ ซึ่งถ้าหากเอามารวมเข้าด้วยจะมีมูลค่า 5-6 แสนล้านบาท และจะทำให้หนี้โดยรวมของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50 ของจีดีพี

และนี่ยังไม่รวมถึงหนี้ภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา...จาก 70,000 บาทเป็น 140,000 บาทต่อครัวเรือนในช่วง 5 ปี

หนี้ครัวเรือนที่กู้ไปบริโภคเพิ่มจากร้อยละ 61 ของหนี้ทั้งหมดในปี 2543 มาเป็นร้อยละ 66 ในปี 2547

กรณ์บอกว่าทักษิณบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่าเป็นห่วง และคนที่จนที่สุดที่เคยมีหนี้ 8 เท่าของรายได้ เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 เท่าของรายได้ภายใน 4 ปี

"ฉะนั้นจะบอกว่าหนี้เพิ่มนิดเดียวไม่ได้..." กรณ์บอกนักข่าวให้ไปบอกกับทักษิณ

ทักษิณเป็นคนเก่งคนกล้า ก็ต้องออกมาตอบว่าแกล้งบิดตัวเลขให้เกิดความเข้าใจผิดกันใหญ่โตไปหรือไม่...

และไม่ใช่ตอบโต้ในรายการวิทยุของตนเองที่ไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียงได้...ต้องตอบในรายการทีวีและวิทยุที่มีฝ่ายที่กล้าซักถามมาร่วมในรายการด้วย

อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าเป็นคนปกป้องระบอบประชาธิปไตย (ไม่ใช่แค่เป็นนักเลือกตั้งที่มุ่งจะเอาชนะด้วยตัวเลขของผู้เลือกตั้งเท่านั้น) ที่แท้จริง
เทศมองไทย
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Fri Aug 11, 2006 12:47 pm ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เทศมองไทย

"วาระซ่อนเร้น" เมื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" เยือนพม่า

"มิซซิม่า นิวส์" จัดตัวเองว่าอยู่ในฐานะสำนักข่าวอิสระ สำนักข่าวมิซซิม่าก่อตั้งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์นองเลือดในพม่าเมื่อวันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 ที่เรียกกันเป็นสัญลักษณ์ว่า เหตุการณ์ 8-8-88 ได้ไม่นาน ผู้ก่อตั้งคือหนึ่งในผู้นำนักศึกษาพม่าที่เป็นหัวขบวนในการก่อการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ เน วิน เมื่อครั้งกระนั้น

แน่นอน มิซซิม่า นิวส์ นั่นจึงให้ความสนใจและชำนิชำนาญกับความเป็นไปทั้งในและโดยรอบพม่าเป็นกรณีพิเศษ สำนักงานของมิซซิม่า อยู่ในอินเดียซึ่งแตกต่างกับสื่อส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่เพื่อนำเสนอข่าวสารที่คนในพม่าเองน้อยนักจะเสพรับได้

ไม่นานหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกเดินทาง "เร่งด่วน" และ "เซอร์ไพรส์" ไปยัง เนปยีดอ เมืองหลวงใหม่ของพม่า มิซซิม่า นำเสนอรายงานวิเคราะห์เรื่องนี้ไล่หลังออกมาในวันที่ 3 สิงหาคม โดยผู้ใช้นามปากกาว่า "มังปี"

มังปี บอกว่า ผู้ที่จับตาสถานการณ์พม่าและนักวิเคราะห์ทั้งหลาย "รู้สึก" ได้ว่าการไปหนนี้มีบางสิ่งบางอย่างนอกเหนือจากที่ตาเห็นและหูได้รับฟังคำบอกเล่าจากผู้นำไทย

ไปเจรจาปัญหาแรงงานและปัญหายาเสพติด คือความโดยสรุปจากปากของ พ.ต.ท.ทักษิณในเวลาต่อมา แต่ กันตธีร์ ศุภมงคล รัฐมนตรีการต่างประเทศ พยายามไปอีกทางด้วยการหยิบประเด็นเรื่องการปล่อย ออง ซาน ซูจี ฝ่ายค้านคนสำคัญเป็นอิสระ ด้วยการบอกกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลพม่า "กำลังคิด" เกี่ยวกับเรื่องนี้

ลาร์รี่ จากัน อดีตผู้สื่อข่าวบีบีซี ที่เชี่ยวชาญเรื่องพม่าหาตัวจับยากผู้หนึ่งบอกทันทีว่า เชื่อยาก "ผมไม่เชื่อจริงๆ ว่า ออง ซาน ซูจี จะได้รับอิสระในเร็ววันนี้"

เนียว ออน มินต์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้านการต่างประเทศของ พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากพม่าถูกวิจารณ์อย่างหนักจากชาติสมาชิกอาเซียนและตะวันตกในระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มีความเป็นไปได้ที่การเดินทางไปครั้งนี้คือความพยายามอีกครั้งที่จะสร้างสถานการณ์แบบ ได้กับได้ ให้เกิดขึ้นกับทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลทหารของพม่า เป็นความพยายามยกระดับตัวเองขึ้นอีกครั้งในระดับอินเตอร์ โดยอาศัยการอาสาเป็นทางออกให้กับพม่าดิ้นหนีจากแรงกดดันจากนานาชาติเป็นเครื่องมือ

"เขา (พ.ต.ท.ทักษิณ) อาจเสนอตัวให้ความช่วยเหลือเป็นสะพานระหว่างสังคมนานาชาติกับพม่า โดยการรื้อฟื้น กระบวนการกรุงเทพฯ กลับมาอีกครั้ง เพื่อนำบรรดานายพลพม่ามาป้องกันแนวทางการดำเนินการเพื่อไปสู่ประชาธิปไตยของตัวเอง"

"กระบวนการกรุงเทพฯ" หรือ "บางกอก โปรเซส" จัดขึ้นเมื่อปี 2545 เพื่อเชิญรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า (วิน อ่อง ในขณะนั้น) มาพบหน้าพูดคุยกับตัวแทนของอีก 12 ชาติ จัดกันได้ครั้งเดียวก็เลิก เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ไม่ยอมมาร่วมอีกต่อไป

ลาร์รี่ จากัน ชี้ให้เห็นว่าการเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการที่ไทยเอาตัวออกห่างจากจุดยืนของอาเซียนในประเด็นเรื่องพม่า จุดยืนที่อาเซียนแสดงออกมาให้เห็นชัดแล้วว่าไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารชุดนี้อีกต่อไป

"ผมเชื่อว่า ทักษิณ กับ พลเอกสนธิ (บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก) เร่งรุดไปเนปยีดอเพื่อให้คำรับประกันต่อพม่าว่าไทยไม่ได้หนุนท่าทีของอาเซียนดังกล่าวนี้ และถ้าหากมีอะไรให้ไทยช่วยได้ ก็พร้อมที่จะทำ" เขาเสริมด้วยว่า เป้าหมายหนึ่งของการเยือนครั้งนี้ก็คือ การฟื้นคอนเน็กชั่นกับบรรดานายพลพม่าขึ้นมาใหม่อีกหน

ออง เนง อู นักวิชาการอิสระชาวพม่า ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินทางครั้งนี้แม้จะเซอร์ไพรส์สำหรับคนอื่นๆ แต่ผ่านการวางแผนและเตรียมการมาเป็นอย่างดีสำหรับทั้งสองฝ่าย

เขาชี้ให้เห็นว่าการที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งยืดระยะเวลาการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจต่อพม่าใหม่ อาจทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจเดินทางไปหนนี้แบบปัจจุบันทันด่วน

การเจรจาอาจมีเรื่องแรงงานอพยพ เรื่องยาเสพติด แต่ ออง เนง อู เชื่อว่าที่ขาดไม่ได้และเป็นเหตุผลสำคัญในการเยือนก็คือ ก๊าซธรรมชาติจากพม่า

ในขณะที่ใครๆ รวมทั้งอาเซียนพากันทิ้งพม่า รัฐบาลทหารพม่าอาจพยายามหาทางออกผ่านทางไทยซึ่ง ออง เนง อู บอกว่าพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเสมอ "ตราบใดที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจมาแลกให้"

เขาปิดท้ายเอาไว้ในทำนองที่ว่าพูดไปทำไมมี อีกไม่นานทุกอย่างก็ชัดเจนมากขึ้นเอง

เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเปลี่ยนคำพูดมาเป็นการกระทำ!
TNA
บุคคลทั่วไป





ตอบตอบ: Wed Aug 16, 2006 12:17 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

Thai Rak Thai 'monopolises TV news'

A survey by the country's leading polling group has found that Thai television overwhelmingly airs reports related to the ruling Thai Rak Thai party during their prime time morning and evening news programmes as the country prepares for a new general election in mid-October.

The Assumption University pollsters monitored news reports from August 1-to-11 on the six popular TV stations, Channels 3, 5, 7, 9, 11 and ITV, during the news programmes from 6-to-8 a.m. and from 5-to-8 p.m. The channels are mainly state-run.

The Abac poll report showed the ruling party dominated the stations' air time during both morning and evening news programmes, followed by the main opposition Democrat party, the Chart Thai Party, the Pracharaj (new Royal Thai) Party, the Mahachon Party and the Santiphap Thai Party, a new, Muslim-based party.

According to poll director Noppadol Kannika, there were 369 reports on Thai Rak Thai during the monitoring period. The Democrats got 136, Chart Thai 46 Pracharaj 25, Mahachon 17. There was one report, in total, on Santiphap Thai.

By minutes, Thai Rak Thai got 1,189 minutes, with most reports about Prime Minister Thaksin Shinawatra on his duties, his interviews, and cabinet meetings.

The opposition Democrat Party got just 519.34 minutes on these TV stations and most reports involved the party's election campaign, its policies, interview clips of party leaders and party members.

Dr Noppadol called the media reporting an indirect election campaign.

He said an Abac poll conducted last year on the role of TV news reports on election campaigns showed that the majority of voters felt TV news reports would influence their decision.

The next election is scheduled for Oct 15. (Compiled by Bangkokpost.com from TNA)
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Jan 08, 2007 11:49 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

สายการบินแอร์เอเชียห่วยแตก

เรียน บรรณาธิการ นสพ.โพสต์ทูเดย์

กระผมนายคัคนานต์ ศุภนาโสตถิ์ ได้รับความไม่เป็นธรรมจากสายการบินแอร์เอเชีย (ตามรายละเอียดหนังสือร้องเรียนที่แนบมา) ซึ่งผมได้รับการปฏิเสธจากสายการบินในหนังสือร้องเรียน


กระผมจึงขอให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ช่วยพิจารณาเป็น ตัวแทนของกระผมในการลงในหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งให้ประชาชนได้ทราบถึงการเอาเปรียบของสายการบิน เพื่อจะได้ระมัดระวัง จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอความอนุเคราะห์จากท่านบรรณาธิการ ได้โปรดพิจารณาและช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับกระผมด้วยครับ


......................................................


ส่วนหนังสือร้องเรียนสายการบินแอร์เอเชียมีข้อความโดยสรุปว่า คุณ คัคนานต์ได้ทำการจองตั๋วเครื่องบินไป-กลับพร้อมที่พัก (กรุงเทพฯ-ฮานอย) เป็นแบบ Package จำนวน 3 วัน 2 คืน เพื่อไปติดต่อธุรกิจ โดยจะเดินทางในวันที่ 4 ธันวาคม 2549 และเดินทางกลับในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 แต่ไปไม่ได้เพราะ Passport มีอายุเหลือไม่ถึง 6 เดือน คุณคัคนานต์จึงถามว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง เพราะมีธุระต้องไปพบลูกค้า แต่เจ้าหน้าที่กลับพูดว่า “คุณอยากไปก็ไปแต่ถ้าถูกส่งกลับหรือโดนปรับผมไม่รู้นะ” ซึ่งคุณคัคนานต์ว่าพูดจาไม่เป็นมิตร แทนที่จะพูดจาให้สุภาพ หรือหาทางออกให้ลูกค้า


คุณคัคนานต์เขียนในหนังสือร้องเรียนว่า เมื่อผมไปไม่ได้จึงถามว่า แล้วเงินที่ตัดบัญชีบัตรเครดิตผมไปเป็นเงิน 5,344.47 บาท จะคืนหรือไม่ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่สามารถคืนให้ได้ แต่จะเก็บเป็นเงินฝากไว้ในบริษัท หลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าบริการต่างๆ แล้วผมจะเหลือเงินอยู่ที่บริษัทเป็นเงิน 4,299.00 บาท ซึ่งคุณชารินี (พนักงานบริษัท) บอกผมว่าเงินที่อยู่กับบริษัทส่วนนี้ผมหรือบุคคลอื่นจะไปไหนและเมื่อใดก็ได้ ภายในระยะเวลา 3 เดือน จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2550 แต่ไม่ได้บอกผมสักคำว่าใช้ได้แต่ตั๋วเครื่องบิน ห้ามใช้แบบ Package และผมได้ถามคุณชารินี ไปด้วยว่า ถ้าผมจะไปต้องจองผ่านทาง Internet หรือไม่ คุณ ชารินีบอกว่า ไม่ต้อง ให้โทร.มาแจ้งกับเธอได้เลย


เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ผมได้โทร.ไปหาคุณชารินี เพื่อขอจอง Package จากกรุงเทพฯ ไปภูเก็ต โดยเดินทางวันที่ 12 มกราคม 2550 และเดินทางกลับในวันที่ 14 มกราคม 2550 แต่ปรากฏว่าได้รับการปฏิเสธในการจองครั้งนี้ โดยคุณชารินีบอกว่าต้องจองผ่านทาง Internet อย่างเดียว ซึ่งไม่ตรงกับคำพูดที่ได้ให้ไว้ในตอนแรก


ผมบอกเขาว่าผมยินดีจะจองผ่าน Internet โดยใช้บัตรเครดิตของผมแล้วให้ทางสายการบินหักเงินส่วนที่ผมค้างอยู่กับบริษัท ส่วนที่เกินผมยินดีจ่ายเป็นเงินสด แต่ก็ได้รับการปฏิเสธอีก โดยบอกว่าผมต้องติดต่อไปที่ประเทศมาเลเซียเอง เพราะว่าเป็น Package ของประเทศมาเลเซีย ผมบอกเขาไปว่าที่นี่ประเทศไทย ผมจองผ่านตัวแทนคือ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด แล้วทำไมผมจะต้องติดต่อโดยตรงกับบริษัทในประเทศมาเลเซียด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ทางพนักงานของบริษัททำการบ่ายเบี่ยงโดยอ้างเหตุผลต่างๆ ซึ่งส่อไปในทางเอาเปรียบผู้บริโภค ทั้งๆ ที่เงินก็เป็นเงินของผม และผมได้พยายามยืนอยู่บนเหตุผล แต่ทางบริษัทได้ทำการปฏิเสธมาโดยตลอด ซึ่งไม่มีเหตุผลและขัดกับการให้ข้อมูลกับลูกค้า


ดังนั้น ผมจึงต้องทำหนังสือชี้แจงให้ทางบริษัทได้ทราบ และต้องดำเนินการกับเงินส่วนที่ค้างอยู่กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการคืน หรือผมสามารถจอง Package ไปตามสถานที่และวันที่ผมกำหนดดังกล่าวข้างต้น ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2549 ไม่เช่นนั้นผมจะดำเนินการปรึกษากับทนายความของบริษัทผม และแจ้งไปทาง สคบ. และหนังสือพิมพ์ ถ้าไม่ได้รับคำตอบจากทางบริษัทในโอกาสต่อไป


คัคนานต์ ศุภนภาโสตถิ์




ตอบ คุณคัคนานต์


โพสต์ทูเดย์ได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าเป็นความเดือดร้อนจริง จึงนำมาลงในคอลัมน์นี้ โดยหวังว่าสายการบินที่ถูกพูดถึงจะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ทราบต่อไป


กองบรรณาธิการ

Source: http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=141380

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Mon Feb 19, 2007 2:40 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

เส้นทางยึดไทย "แอร์เอเชีย"

สาธิตา โสรัสสะ

ท่ามกลางการถูกตั้งข้อกังขาเป็นธุรกิจนอมินี แต่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบสภาพหุ้นอย่างชัดเจน ถูกโยงเข้ามาสู่ช่วงเวลาการเปิดสนามบินดอนเมืองรอบใหม่ ซึ่งถูกประกาศให้สามารถรองรับการบริการได้ทั้งการบินในประเทศและระหว่างประเทศ ที่เอื้อตามหมากที่ถูกวางไว้ หรือนี่จะทำให้แอร์เอเชียผงาดตามแผนเดินสู่สายการบิน "อันดับ 1 ของเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทย



นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 ที่กรมการขนส่งทางอากาศหรือ ขอ.ได้อนุมัติออกใบอนุญาตประกอบกิจการค้าขายในการเดินอากาศแบบประจำมีกำหนดทั้งภายในและระหว่างประเทศ และไม่ประจำเป็นครั้งคราว หลังใช้เวลาพิจารณาเพียง 2 เดือนเศษ จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นสถิติการพิจารณาออกใบอนุญาตที่สั้นที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากนั้นไม่นานก็มีข่าวการร่วมทุนเพื่อจัดตั้งสายการบินไทยแอร์เอเชียขึ้น โดย บมจ.ชิน คอร์ป

จากนั้น ในปี 2547 "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" รมว.คมนาคม ในขณะนั้น ได้สั่งการให้ ขอ.แก้ไขกฎเกณฑ์สัดส่วนหุ้นต่างด้าวที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขในคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (ปว.5Cool ว่าด้วยการอนุญาตให้ต่างด้าวสามารถถือหุ้นในการดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ เพื่อให้การร่วมทุนระหว่าง บริษัท เอ เอ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด(ลาบวน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของแอร์เอเชียในประเทศมาเลเซีย จะสามารถมีหุ้นในบริษัทไทย แอร์ เอเชีย ได้ครบ 49% ตามข้อตกลงที่มีขึ้นระหว่างกัน จนต่อมาสายการบินไทยแอร์เอเชียสามารถเปิดให้บริการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2547

เช่นเดียวกับที่มีการแก้ไขกฎเกณฑ์การถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคม เพื่อเปิดทางให้กลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ของสิงคโปร์เข้าถือหุ้นในบมจ.ชิน คอร์ป

เพียงไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา สายการบินแอร์เอเชีย สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นมาเลเซีย ประสบความสำเร็จในการระดมทุน 247 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีแผนการบินและแผนธุรกิจในไทยซัพพอร์ท

ไทยแอร์เอเชีย เปิดเกมรุกตลาดเมืองไทย ภายใต้นโยบายเปิดการบินเสรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกอบกับความแรงของกระแสโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ ไทยแอร์เอเชียใช้วิธีจำหน่ายตั๋วโดยสารราคาถูกตั้งแต่ 99-399 บาท จนกระทั่งเคยลงมาต่ำสุด ถึง 9 บาท และ 0 บาท คือให้บริการฟรีตามแผนการโฆษณาชวนซื้อ โดยใช้ นสพ.หัวสีฉบับใหญ่ๆ สร้างแรงจูงใจจากผู้บริโภค

กลยุทธ์ดังกล่าว สร้างความปั่นป่วนให้สายการบินทั่วไป รวมถึงสายการบินแห่งชาติ อย่าง การบินไทย แม้จะมีการร้องเรียนหลายครั้งไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้แต่อย่างใด

จากรัฐบาลชุดเก่ามาถึงรัฐบาลชุดใหม่ แอร์เอเชีย ยังเดินหน้าทุ่มโฆษณา เสนอตั๋วฟรี จนมาสู่กลยุทธ์ที่สร้างความฮือฮาในตลาดมากที่สุด คือ แจกตั๋วฟรีถึง 1 ล้านใบ โดยระบุให้สำรองที่นั่งล่วงหน้าในระยะเวลากำหนดไม่เกิน 10 วัน แต่จะอนุญาตให้ใช้ตั๋วดังกล่าวได้ใน 150 วัน (มีการเปิดให้จองเมื่อ 12-18 กันยายน 2549 ใช้เดินทาง 3 มกราคม-30 มิถุนายน 2550 และจอง 10-19 มกราคม 2550 เปิดให้เดินทาง 9 พฤษภาคม -27 ตุลาคม 2550)

กลยุทธ์แจกตั๋วฟรี ถูกซ่อนด้วยเงื่อนไขค่าบริการต่างๆ อันประกอบด้วย ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ค่าภาษีสนามบิน ค่าดำเนินการสำรอง ซึ่งจะมีอัตราแตกต่างกัน แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาทต่อการจองตั๋วฟรีในแต่ละใบ

หมายความว่าหากกลุ่มแอร์เอเชียประสบความสำเร็จในการให้สำรองที่นั่ง 1 ล้านใบได้ ในช่วง 10 วัน จะได้รับเงินสดล่วงหน้าจำนวนถึง 1,500 ล้านบาท

วิธีการดังกล่าวไม่มีเรื่องร้องเรียนตามมา เพราะผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้บริโภค

กรณีนี้ยังตอบคำถามได้ว่าทำไมแอร์เอเชียจึงสามารถขายตั๋วในราคา 9 บาท หรือ 99 บาท ในเกือบทุกเที่ยวบินได้

นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์การตลาด และการเงินที่แยบยล เนื่องจากในแต่ละเที่ยวบินมักจะไม่มีการถูกจองเต็ม (ยกเว้นช่วงเทศกาล) ในเมื่อมีที่นั่งเหลือประมาณ 10-20 % เกือบทุกเที่ยว การขายตั๋วในราคาดังกล่าว จึงสามารถเข้ามาเสริมจำนวนที่นั่งเหล่านั้นได้ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมอื่นๆ เพิ่มอีกนับเป็นพันบาท

นอกจากนั้น แอร์เอเชีย ยังได้เงินล่วงหน้าจากค่าธรรมเนียมต่างๆ เข้ามา โปรโมชั่นละไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท

หากจะย้อนไปดูกลยุทธ์แจกตั๋วฟรี 1 ล้านใบ ที่ครอบคลุมใน 3 ประเทศ คือ แอร์เอเชียมาเลเซีย ไทยแอร์เอเชีย และ แอร์เอเชียอินโดนีเซีย เป็นที่น่าสังเกตว่า การซื้อตั๋วโดยสารของไทยแอร์เอเชียต้องผ่านทางอินเทอร์เน็ต เวบไซต์เท่านั้น ซึ่งยังดำเนินการโดยแอร์เอเชียมาเลเซีย เพราะจนถึงขณะนี้ ไทยแอร์เอเชีย ก็ยังไม่มีเวบไซต์ของตนเอง

ช่องทางการชำระเงินจึงต้องชำระทางบัตรเครดิต โดยผ่านแอร์เอเชีย มาเลเซีย

เท่ากับว่า กระแสเงินสดหลายพันล้านบาทที่ไทยแอร์เอเชียได้รับจากผู้บริโภคไทย จะผ่านจากเวบไซต์ของแอร์เอเชียมาเลเซีย เข้าไปสู่ประเทศมาเลเซีย

ประเด็นนี้ กระทรวงพาณิชย์ ไม่เคยตั้งข้อกังขา แม้แต่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ก็ยังไม่เคยตั้งข้อสงสัยในการเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือ วีเอที ทั้งยังให้สิทธิในการคืนเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายแก่แอร์เอเชียอีกด้วย

ขณะเดียวกันกระทรวงการคลังได้ระบุ ให้ธุรกิจการให้บริการการขนส่งรวมถึงให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์ไม่ต้องจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย หรือเรียกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราศูนย์ ยกเว้นกรณีที่เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายในการชำระเงินผ่านบัตรเครดิต ถูกตั้งข้อสังเกตอย่างมาก คือ ไทยแอร์เอเชียจะใช้อัตราภาษีวีเอทีที่ตั้งขึ้นเองไม่ใช่ 7% เสมอไป บางครั้งก็สูงถึง 10% โดยระบบจำหน่ายตั๋วโดยสารของกลุ่มแอร์เอเชียในแต่ละประเทศจะมีความแตกต่างกันตลอดเวลา ซึ่งกระทรวงการคลังน่าจะเข้ามาตรวจสอบการส่งมอบเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายในส่วนนี้ด้วย

ขณะที่สัดส่วนหุ้นการถือหุ้นในไทยแอร์เอเชีย ก็ยังมีความคลุมเครืออย่างมาก โดยแอร์เอเชียมาเลเซีย ที่ถือในนามของบริษัท เอ เอ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงสัดส่วนที่ 49% ส่วนอีก 51% เป็นของกลุ่มชินที่ภายหลังได้ให้ "สิทธิชัย วีระธรรมนูญ" เข้ามาเป็นนอมินีแทน ซึ่งก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขในส่วนนี้ แม้แต่ "ทัศพล แบเลเว็ลด์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย ที่ได้รับมอบหมายจาก โทนี่ เฟอร์นันเดซ ซีอีโอแอร์เอเชีย ที่ปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็น "ดาโต๊ะ" ก็ยังไม่สามารถตอบกรณีนี้ได้ชัดเจน

แม้ว่าในขณะนี้ แอร์เอเชีย จะขาดฐานอำนาจหนุนหลังจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่รัฐบาลชุดใหม่กลับวางหมากผิดทาง เปิดช่องให้แอร์เอเชียอีกรอบ

โดยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้เปิดใช้ท่าอากาศยานดอนเมืองสำหรับเที่ยวบินทั้งในและต่างประเทศ

แม้ว่าการตัดสินใจเปิดใช้สนามบินดอนเมือง จะสร้างความสับสนอลหม่านแก่ผู้เกี่ยวข้อง คือ สายการบินนานาชาติ องค์การสากลทั้งหมด แต่การตัดสินใจดังกล่าวกลับเอื้อประโยชน์กับไทยแอร์เอเชียอย่างชัดเจน

เพราะกำหนดให้สายการบินเลือกใช้สนามบินใดก็ได้ตามความสมัครใจ ซึ่งเกือบทุกสายการบินคงไม่สามารถย้ายไปดอนเมืองได้ เนื่องจากลงทุนมหาศาลที่สุวรรณภูมิ (เฉพาะการบินไทยตก 1.5 หมื่นล้านบาท บางกอกแอร์เวย์สตกพันล้านบาท ขณะที่สายการบินอินเตอร์ต่าง ๆ ลงทุนกันสายละหลายร้อยล้านบาท ทั้งการสร้างสำนักงาน ห้องรับรองผู้โดยสาร ลงทุนด้านระบบไอที

ยกเว้นไทยแอร์เอเชียเท่านั้นที่ใช้งบลงทุนก่อสร้าง พัฒนาสุวรรณภูมิน้อยมาก

แม้แต่สำนักงานที่อยู่ในเขตลานจอด หรือ แอร์ ไซต์ สำนักงานของแอร์เอเชีย ก็เป็นเพียงแห่งเดียวที่ใช้ผนังกำแพงอะลูมิเนียมเบากั้นไว้ ต่างจากที่ทำการของทุกสายการบินที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.กำหนดให้ใช้วัสดุก่อผนังกำแพงที่ต้องจัดซื้อผ่านบริษัทอิตาเลียนไทย ผู้รับเหมาหลัก

ขณะเดียวกันยังให้สายการบินที่พร้อมย้ายที่ทำการไปยังดอนเมืองเริ่มให้บริการได้ภายในเดือนมีนาคม ซึ่งในทางเป็นจริงแล้ว สายการบินต่างๆ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน ในการเตรียมการ

สายการบินส่วนใหญ่ใช้ระบบเครือข่ายการบินโลกหรือซีต้า ในการส่งสัญญาณสื่อสาร ขณะที่มีเพียงแอร์เอเชียที่ใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมสัญญาณ จึงสามารถย้ายได้ทันในเวลาที่กำหนด

ขณะเดียวกันยังเปิดให้สายการบินที่ไม่มีการขนส่งสินค้าเข้าใช้บริการในดอนเมือง เท่ากับว่าสายการบินนานาชาติทุกสายที่ให้บริการคาร์โก้ไม่สามารถใช้ได้ มีเพียงไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และวันทูโกเท่านั้น

ล่าสุดไทยแอร์เอเชียยังทุ่มงบมหาศาล สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัสรุ่นใหม่ 320 อีกถึง 40 ลำ เข้ามาให้บริการในเมืองไทย เป็นล็อตการสั่งซื้อมากที่สุดชนิดที่ไม่เคยมีสายการบินไหนทำมาก่อน และยังไม่ทราบถึงที่มาของเงินก้อนที่จะใช้สั่งซื้อ

นับจากนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าแอร์เอเชียพร้อมแล้วที่จะสร้างฐานอำนาจในไทยและขยายสู่เอเชีย บนหมากต่างๆ ที่ถูกวางไว้อย่างเหมาะเจาะ

///


"แม้ว่าการตัดสินใจเปิดใช้สนามบินดอนเมือง จะสร้างความสับสนอลหม่านแก่ผู้เกี่ยวข้อง คือ สายการบินนานาชาติ องค์การสากลทั้งหมด แต่การตัดสินใจดังกล่าวกลับเอื้อประโยชน์กับไทยแอร์เอเชียอย่างชัดเจน"

http://www.bangkokbizweek.com/

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Fri Jun 22, 2007 1:41 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

โวยฟิตเนส อึ้งพบแบคทีเรียเกาะอุปกรณ์สุดโสโครก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มิถุนายน 2550 18:06 น.


ผู้บริโภครวมพลังโวยแหลก ฟิตเนสจอมโกหก ปลิ้นปลอน ผูกมัดยัดเยียดสัญญาทาส เลิกยาก เสียเงินยิบย่อยสารพัด อดีตพนักงานขายฟิตเนสแฉมุกหมกเม็ดให้รู้ทันก่อนโดนต้ม เตือนระวังแบคทีเรียแฝงอยู่กับอุปกรณ์ ห้องน้ำ ทนายแนะบัตรเครดิตสิทธิของเราแจ้งธนาคารระงับได้ ปลุกอย่ายอมถูกเอาเปรียบ อย่ากลัว ให้สู้ให้ถึงที่สุด แนะออกกำลังกายแบบไม่เสียเงินคุ้มกว่า






วันที่ 21 มิถุนายน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนา แฉมุกหมกเม็ดของฟิตเนสที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้ โดยนพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า กรณีการดำเนินการร้องเรียนเรื่องสถานออกกำลังกายหรือฟิตเนส ที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้รับการร้องเรียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2549-2550 มีทั้งสิ้น 36 ราย โดยปัญหาที่พบมากที่สุด คือ ปัญหาเรื่องสัญญาไม่เป็นธรรม การขายของพนักงานไม่มีมาตรฐาน ปัญหาเรื่องการให้บริการ เช่น สถานที่ออกกำลังกายและเครื่องออกกำลังกายไม่เพียงพอ รวมทั้งไม่มีระบบรักษาความปลอดภัยเพราะเมื่อของหายก็จะไม่รับผิดชอบ

นพ.ประวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีปัญหาหลายอย่างที่ฟิตเนสไม่ได้บอกผู้บริโภคเป็น 10 ข้อ เช่น อาจมีแบคทีเรียจำนวนมหาศาลอยู่ตามเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งห้องน้ำ และล็อกเกอร์ หรือการที่ฟิตเนสคลับส่วนใหญ่ไม่มีอุปกรณ์สำหรับรองรับเหตุฉุกเฉินต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ และการที่เทรนเนอร์บางคนไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อสมาชิกทุกคน รวมทั้งมีเงื่อนไขการเอาเปรียบในสัญญาเกือบทุกข้อรวมทั้งการยกเลิกสัญญานั้นทำได้ยาก

“มีผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเราไม่ช่วยแต่จะแนะทางออก เช่น ให้ไปร้องสำนักงานคุ้มครองเพื่อผู้บริโภค (สคบ.) ก่อน พร้อมกับทำหนังสือร้องเรียนถึงบริษัท ถ้าไม่ได้จริงจึงค่อยมาปรึกษากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ที่สำคัญคือ ก่อนจะสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสต้องคิดดีๆ ไม่ใช่เป็นเพราะลดราคา หรือเพื่อนชักจูงถามใจตัวเองให้แน่ก่อนว่าอยากเล่นจริงๆ หรือไม่ และถ้าจะเล่นจริงๆ ก็ใช้วิธีการทดลองใช้บริการโดยใช้เวลาสั้นๆก่อน อาจจะ 3 เดือน หรือ 6 เดือน รวมทั้งลองต่อรองราคาเพราะราคาค่าสมาชิกฟิตเนสไม่เท่ากันเซลมีการแข่งกันลดราคาสูง” นพ.ประวิทย์ กล่าว

นพ.ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ก่อนที่ผู้บริโภคจะสมัครเป็นสมาชิกจะต้องอ่านรายละเอียดสัญญาก่อน และหากไม่เข้าใจต้องสอบถาม อย่ากลัวที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิตัวเอง หรืออย่ายอมให้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่เขาผิดสัญญา แล้วเอาของมาแลกเปลี่ยน สำหรับการแก้ปัญหาด้านสัญญาขณะนี้ สคบ.กำลังพิจารณาแก้ไขระเบียบของผู้ประกอบการสถานฟิตเนส ให้เป็นธุรกิจที่ต้องควบคุมสัญญาเช่นเดียวกับสัญญาบัตรเครดิตด้วย
“การออกกำลังกายน่าจะเป็นสิ่งที่ดี และมีความสุขแต่กลับจบด้วยความทุกข์ เพราะฟิตเนสเป็นเรื่องของระบบทุนนิยมของโลกธุรกิจ ที่ยึดหลัก 2 ข้อ คือ ไม่มีของฟรี และต้องทำกำไรสูงสุด ดังนั้น เราต้องพยายามไม่พึ่งพาสิ่งภายนอก แต่ควรออกกำลังกายด้วยตัวเองน่าจะเป็นผลดีและมีความคุ้มค่ามากกว่า” นพ.ประวิทย์ กล่าว

ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความ กล่าวว่า เมื่อผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ จะไม่กล้าฟ้องร้อง การพิจารณาคดีของศาลในจึงไม่เคยเกิดขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ บางครั้งผู้บริโภคคิดว่าสัญญาไม่เป็นธรรม แต่แม้จะถูกเอาเปรียบก็ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการฟ้องร้อง อาจเพราะนิสัยคนไทย ถ้าไม่ที่สุดจริงๆ จะไม่เอาเรื่องเอาราว อีกทั้งสัญญาที่บอกไม่เป็นธรรมเนื้อหาบางจุดก็เป็นสิทธิที่เขาสามารถทำได้ ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับผู้บริโภคด้วยว่า เข้าใจรายละเอียดในสัญญาชัดเจนเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของสัญญาไม่สามารถให้บริการตามที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้บริโภคสามารถเจรจากับเจ้าของสัญญาเพื่อขอยกเลิกสัญญาได้เพราะสัญญาเป็นการยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายอยู่แล้ว แต่หากไม่สามารถสำเร็จก็สามารถฟ้องร้องเพื่อขอเรียกเงินคืนได้

“หากพบว่าฟิตเนสผิดสัญญาไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันแล้วต้องการยกเลิก ในกรณีที่ให้ฟิตเนสหักเงินจากบัตรเครดิต ซึ่งปกติเป็นแบบอัตโนมัติ ก็เป็นสิทธิ์และหน้าที่ของเราที่จะต้องไปแจ้งยกเลิกเองได้” นายนคร กล่าว

ด้านนางนวลลออ ทองคงเย่า ผู้ใช้บริการฟิสเนส กล่าวว่า ได้สมัครใช้ฟิตเนสบริษัทแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง กทม.ซึ่งพนักงานขายได้เชิญชวนโดยบอกว่าลดราคาจากเดือนละ 10,000 บาท เหลือ 2,800 บาท ซึ่งจะขอยกเลิก เมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งนี้ ได้ทำสัญญาโดยที่ไม่ได้ดูรายละเอียดสัญญาให้รอบคอบ ซึ่งพนักงานก็ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้ แต่เมื่อกลับมาดูสัญญาอีกครั้ง พบรายละเอียดที่ต่างจากพนักงานขายกล่าว และมีข้อผูกมัดมากมาย เช่น ต้องจ่ายเงินให้ครบ 1 ปี จึงจะสามารถยกเลิกสัญญาได้และต้องแจ้งล่วงหน้า 2 เดือน ซึ่งเป็นการผูกมัดลูกค้า อีกทั้งบริษัทก็ไม่ได้เปิดบริการตามเวลาที่ได้โฆษณาไว้ จากเดิมเดือน ส.ค.เลื่อนเป็น พ.ค.ดังนั้น เมื่อตนต่อว่าไปยังพนักงานคนเดิมก็พบว่าได้พยายามหลบหน้าและไม่ยอมรับโทรศัพท์แต่อย่างใด

“เป็นความประมาทของดิฉันด้วยที่ไม่ยอมอ่านรายละเอียดให้รอบคอบ แต่ดิฉันคิดว่าบริษัทก็ไม่ควรเอาเปรียบลูกค้าขนาดนี้ เพราะถือเป็นการโกหกลูกค้าด้วย เหมือนหลอกกันเลย นี่ถือว่าเป็นสัญญาทาส ไม่คิดว่าเซ็นชื่อแป๊บเดียว จ่ายเดือนเดียวต้องยกเลิกไม่ได้ต้องจ่ายต่อไปอีก 12 เดือน ถ้าจะเลิกก็ต้องจ่ายไปอีกเป็น 13 เดือน อยู่บ้านก็เป็นทาสได้ ด้วยความโง่ของเรา อ่านสัญญาอ่านไปก็เจ็บใจ ทั้งๆที่หวังว่าลดจากเกือบ 10,000 บาท เหลือ 2,800 แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้ ไม่มีอะไรได้มาฟรีแต่ต้องเจ็บปวด เงินมีจ่ายแต่ไม่อยากจ่าย มันเจ็บปวด”นางนวลลออ กล่าว

ขณะที่ ต้น อดีตพนักงานขายสมาชิกฟิตเนส กล่าวว่า ออกมาจากงานได้ 2 ปี แล้ว เพราะรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม ได้เงินมากแต่ไม่สบายใจ เพราะรายได้ที่ได้อยู่เดือนละไม่ต่ำว่า 30,000 บาท ขณะที่พนักงานขายระดับท็อปได้ตกเดือนละ 80,000 บาท แต่พอเข้าไปทำแล้วลูกค้าเจอปัญหาหลายราย พอมาฟังประสบการณ์แต่ละคนวันนี้หน้าชาแทนจริงๆ เพราะการขายลักษะนี้เป็นการขายที่ไม่ถูกต้อง

นายต้น กล่าวด้วยว่า พนักงานขายต้องแข่งกันทำยอดขายตามที่บริษัทต้องการ ซึ่งตามเป้าต้องทำให้ได้อย่างน้อย 26 คนต่อเดือน หรือในหนึ่งวันจะต้องหาลูกค้าให้ได้อย่างน้อย 2-4 คนพนักงานขายจึงตกอยู่ในสภาวะที่กดดัน เพราะต้องแข่งกันทำยอดให้ได้ตามเป้า ซึ่งหัวหน้าจะกดดันลูกน้องเพื่อไห้ได้ลูกค้ามากที่สุด และเมื่อถึงเวลาประเมินหากพนักงานขายไม่สามารถทำยอดได้ตามเป้าของบริษัท พนักงานขายก็จะต้องลาออก ดังนั้นพนักงานขายจึงไม่คำนึงถึงความถูกผิดเท่าที่ควรแต่จะคำนึงว่าทำอย่างไรจะได้ลูกค้ามากที่สุด

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
songwut110
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้
สุดยอดแฟนพันธุ์แท้


เข้าร่วมเมื่อ: Jul 21, 2003
ตอบ: 9963
รุ่นทีู่่: 110

ตอบตอบ: Wed Jul 11, 2007 11:48 am ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote) Back to top

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10714

ไฟเขียวกม.ขับห้ามโทร.

นายโชติชัย สุวรรณภาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ครม.อนุมัติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก พ.ศ. ...โดยห้ามผู้ขับขี่ใช้โทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใดในขณะที่รถเคลื่อนที่ แต่อนุญาตให้ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น แฮนด์ฟรี ในขณะขับรถได้

"ที่ประชุม ครม.ได้พูดถึงข้อยกเว้น โดยรัฐมนตรีหลายคนเห็นว่าควรผ่อนผันให้ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่รถยนต์ได้กับรถยนต์บางประเภท อาทิ รถยนต์ที่ใช้ในราชการ นายตำรวจ นายทหาร รถโรงพยาบาล รถป่อเต็กตึ๊ง จึงให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปออกกฎว่า รถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถได้รับการยกเว้นต่อไป" ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

_________________
“When troubles come, they are not as single spies but in battalions.” -- William Shakespeare
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์ รุ่นที่ (แสดงในกระทู้) Yahoo MSN ICQ
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้

ดูกระทู้ถัดไป
ดูกระทู้ก่อนนี้
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถแนบไฟล์หรือภาพประกอบในกระดานนี้
คุณสามารถ ดาวน์โหลดไฟล์จากกระดานนี้


Powered by phpBB 2.0.8 © 2001, 2002 phpBB Group :: Theme & Graphics by Daz
Ported to the phpBB Nuke module by coldblooded
PHP-Nuke Port by Tom Nitzschner © 2002 www.toms-home.com
ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




All logos and trademarks in this site are property of their respective owner. The comments are property of their posters, all the rest © 2004 by osknetwork.com
ท่านสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับ osknetwork.com ได้โดยใช้ไฟล์ backend.php สำหรับข่าวสารและบทความ forumbackend.php สำหรับกระดานข่าว
or ultramode.txt
Web site engine code is Copyright © 2003 by PHP-Nuke and ThaiNuke Bundle. All Rights Reserved. PHP-Nuke is Free Software released under the GNU/GPL license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.207 วินาที